yamamura's profile-'๑'-.....MY FICTION.......PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    April 29

    Love punish 94

    - 94 -

    “นี่...ให้นายนะ” Hyde เงยหน้าขึ้นมาจากแผ่นอกกว้างพลางยื่นดอกไม้สีขาวในมือไปต่อหน้าชายหนุ่ม...คิ้วเรียวเข้มเลิกขึ้นสูงอย่างงงงันแต่ก็ยอมรับมาแต่โดยดี
     
    “ฉันเจอมันบานอยู่ข้างทาง...ทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวขนาดนี้...มันกลับยังเติบโตขึ้นมาได้” ร่างเล็กอธิบายขณะที่มองตามดอกไม้ในมือชายหนุ่มที่กำลังถูกเสียบลงในแก้วน้ำทรงสูงที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียง
     
    “แล้วนายเลยถือวิสาสะพรากมันมาจากต้น...ให้มันมาเหี่ยวแห้งตายอยู่ในแก้วน้ำเนี่ยน่ะเหรอ”
     
    “เปล่านะ !!” Hyde รีบปฎิเสธ... แต่เมื่อลองคิดดูแล้วเพราะไม่ทันคิดเขาเลยไปเด็ดมันออกมาจากต้นโดยไม่รู้ว่ามันจะแข็งแกร่งต่อไปได้อีกนานแค่ไหน...ใบหน้างามสลดวูบลงทันทีเมื่อคิดไปถึงการกระทำของตนเอง
     
    “เฮ้...ใจเย็นก็แค่แซวเล่น...ไม่คิดว่านายจะซีเรียสขนาดนี้” J โอบไหล่ร่างเล็กแนบแน่นขึ้นเพื่อปลอบใจ
     
    “แต่ว่า....”
     
    “เอาเถอะน่า...จะคิดมากไปทำไม...ดอกไม้สวย ๆ มันก็ต้องมีคนชื่นชมถึงจะถูก....” J ว่าพลางตบไหล่ร่างเล็กเบา ๆ เพื่อให้คลายความกังวล...รู้สึกว่าพักนี้อารมณ์ของ Hyde ดูจะเปราะบางเสียเหลือเกิน
     
    “ว่าแต่นายเอาแค่ดอกไม้มาไถ่โทษที่แอบหนีออกไปโดยไม่บอกฉันเรื่องนี้มันออกจะไม่ถูกต้องอยู่นะ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก...เมื่อตนเองคิดหาวิธีที่จะทำให้ Hyde ลืมเลือนทุกเรื่องราวออกไปจากใจให้หมดได้แล้ว
     
    “ก็แล้วนายจะเอาอะไรล่ะ ?” ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นถามอย่างไม่เข้าใจ
     
    “อยากได้ความอบอุ่น” จบคำพูดพร้อมกับริมฝีปากผ่าวร้อนที่ก้มลงมาจู่โจมไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว...Hyde เบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อรู้สึกว่าแผ่นหลังสัมผัสกับพื้นเตียงพร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่พลิกกายมาทาบทับอยู่เบื้องบน
     
    “เดี๋ยวก่อน !! นายไม่สบายอยู่นะ” ร่างเล็กร้องห้ามพร้อมกับใช้ฝ่ามือบางปิดริมฝีปากซุกซนที่กำลังซุกไซร้อยู่ที่ข้างแก
    ้ม
     
    “เพราะไม่สบายไง...ถึงอยากได้ไออุ่นจะได้หายเร็ว ๆ”
     
    “บ้า...เดี๋ยวได้ตายเร็วขึ้นพอดี” ใบหน้างามอมชมพูระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย...เมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย... ร่างเล็กเบือนมองไปทางอื่นเมื่อรู้สึกว่าดวงตาเรียวรีกำลังจ้องมองมาอย่างสื่อความหมาย
     
    ...ฝ่ามือบางที่เคยปัดป้องเปลี่ยนเป็นโอบรอบแผ่นหลังชายหนุ่มเอาไว้แนบแน่น เมื่อริมฝีปากนั้นแนบสนิทลงมามอบความเร่าร้อนให้อีกครั้ง... ปลายลิ้นลุกไล่พัวพันปลุกกระตุ้นสัมผัสรัญจวนใจให้ยิ่งทวีความเร่าร้อนมากมายขึ้นทุกที
     
    ...มือของทั้งคู่ต่างช่วยกันปลดเปลื้องพันธนการทุกชิ้นให้หลุดพ้นไปจากร่างกาย...เพียงแค่วันเดียวที่หัวใจของพวกเขาถูกคุกคามให้แยกออกจากกัน...ไม่เคยคิดว่าร่างกายทุกอณูจะโหยหาสัมผัสของอีกฝ่ายจนแทบบ้าคลั่งมากมายปานนี้...ทุกสัมผัสที่กระทบต้องร่างเร่าร้อนเหมือนไฟที่มอดไหม้อยู่ในอก
     
    ...ร้อนจนแทบละลายแต่กลับอยากหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความเร่าร้อนนั้น...
     
    “จ...J....ด...เดี๋ยว...” Hyde เอ่ยเรียกชื่อชายหนุ่มเสียงแหบพร่า...ลมหายใจกระชั้นถูกระบายออกมาเบา ๆ เมื่อตนเองรู้สึกได้ถึงบางอย่างจากร่างกายของชายหนุ่ม
     
    “หืมม์” J ส่งเสียงขานรับออกมาอย่างไม่สนใจ เวลานี้อะไรก็มาทำให้เขาผละออกห่างจากร่างกายยั่วเย้าของอีกฝ่ายไม่ได้
     
    “นายยังตัวร้อนอยู่เลยนะ...”
     
    “ก็นายทำให้มันร้อนไง...” ชายหนุ่มยังคงมุ่งมั่นปลุกกระตุ้นร่างบอบบางในอ้อมแขน...คล้ายดั่งจะขับกล่อมให้ลืมเลือนเรื่องวุ่นวายไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเพราะอะไรให้หมดไป
     
    “นี่ไม่ได้พูดเล่นนะ !!” Hyde เสียงแข็งขึ้นมาบ้างเมื่อความรู้สึกเป็นห่วงกำลังมีอำนาจเหนือกว่าอารมณ์รักที่กำลัง
    ถูกปลุกเร้าอยู่ในขณะนี้…น้ำเสียงจริงจังที่แฝงแววห่วงใยเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมแถมมันกำลังเป็นจะชนวนให้บางสิ่งที่กำลังกระตุ้นเร้าเมื่อครู่เลือนหายไป
     
    J เงยหน้าขึ้นมาจากผิวเนื้อนุ่มเนียนหอมกรุ่นนั่นอย่างนึกเสียดาย...ก่อนจะระบายลมหายใจยาวออกมาอย่างเซ็ง ๆ คงเพราะก่อนหน้านี้ Hyde ไม่ได้สังเกตเห็นอาการป่วยของเขาเลยอาจคิดไปว่าคงต้องเพิ่มการเอาใจใส่มากกว่านี้
     
    ‘...มาสังเกตอะไรเอาตอนนี้...’
     
    “Haido…ไม่มีอะไรให้นายต้องกังวล...ฉันสบายดีถ้าเพราะเรื่องนี้จะทำให้ฉันอาการหนักจนตายล่ะก็...ฉันคงตายไปนานแล้ว” J พยายามปลอบใจให้ร่างเล็กคลายความกังวล...แต่ในใจก็อดนึกขำไม่ได้เมื่อแอบคิดไปว่า
     
    ‘…ฉันต่างหากที่ต้องกังวลว่านายจะไม่สบายไปอีกคน...’
     
    “แต่ว่า....”
     
    “ช่างมันเถอะน่า”
     
    J บอกปัดเอาดื้อ ๆ โดยแนบริมฝีปากปิดกลีบปากบางที่ทำท่าจะเอ่ยพูดอะไรออกมาอีก...เพียงไม่นานเมื่อปลายลิ้นอุ่นร้อนเริ่มต้นทำงานของมันอย่างจริงจัง
     
    ...บางสิ่งบางอย่างที่เกือบมอดไหม้เลือนหายไปก็ถูกกระตุ้นให้ติดขึ้นมาอีกครั้ง... และคราวนี้ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ยินยอมแม้แต่จะเว้นจังหวะสักน้อยนิดให้ร่างเล็กข้างใต้ขบคิดสิ่งใดไปมากกว่าแสงสว่างของจุดหมายปลายทางที่เขากำลังจะพาไปถึง
     
    ... แก่นกายร้อนถูกแทรกเข้าไปอย่างง่ายดายเมื่ออีกฝ่ายกำลังเมามายกับรสสัมผัสที่เขากำลังปรนเปรอให้...เสียงหอบครางเร่งเร้าดังหวานอยู่ข้างหู... ปลายเล็บที่จิกเกร็งลงบนแผ่นหลังเป็นเครื่องหมายแห่งการลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่างไปจน
    หมดสิ้นแล้ว
     
    ...เวลานี้ในสมองของ Hyde มีแต่ม่านหมอกสีขาวกับเสียงหอบครางทุ้มต่ำที่เป็นเครื่องหมายนำทางไปให้ถึงที่สุดแห่
    งอารมณ์... แขนเรียวโอบรั้งรอบคอชายหนุ่มให้มอบจุมพิตแสนหวานเมื่อตนเองกระหายริมฝีปากและปลายลิ้นของอีกฝ่าย...ระยะทางแห่งความสุขสมดูจะกระชั้นสั้นขึ้นทุกที...
     
    ‘…เร็วอีก... J พาฉันไป...’
     
    เสียงเร่งเร้าที่ก่อเกิดขึ้นภายในจิตใจดูจะสื่อให้ชายหนุ่มรับรู้ได้ง่ายดาย... เมื่อใบหน้างามที่ผุดพรายด้วยเม็ดเหงื่อพลิกส่ายไปมาสลับกับเสียงหอบครางเครือที่กระชั้นถี่เร็วในจังหวะสุดท้ายของความสุข
     
    “อ๊ะ...อาาาาา... J...อ๊าาาา” เสียงครางหวานสุดท้ายก่อนที่ปลายเท้าจะหยัดเกร็งลงกับพื้นผิวเตียง... สะโพกบางยกขึ้นตอบรับกับจังหวะแทรกกายสุดท้ายพร้อมกับหยาดของเหลวที่หลั่งรินหยาดหยดเข้ามาในร่างเศษซากความรักบางส่วนไหลเรื่อยออกมาจนรู้สึกว่าด้านหลังเปียกชื้น
     
    Hyde หอบหายใจหนักหน่วงโอบกอดร่างที่ทาบทับอยู่เบื้องบนเอาไว้แนบแน่น...ลมหายใจร้อนรวยรินกรุ่นรดอยู่ที่ซอกคอก่อนที่ปลายจมูกและริมฝีปากจะขบเม้มเบา ๆ เพื่อหยอกเย้า
     
    ... ร่างเปลือยเปล่าภายใต้แสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงยังคงนิ่งเงียบดื่มด่ำกับรสรักที่ได้สัมผัสจากกันและกันเมื่อครู่... มีเพียงเสียงลมหายใจหอบแผ่วเบาปะปนกับสัมผัสของริมฝีปากที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้กันอย่างกระหาย...
     
    ...กลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวที่ Hyde เก็บมากรุ่นกลิ่นหอมยามค่ำคืนให้ขจรขจายอบอวลอยู่ภายในห้อง...ที่ยังหลงเหลือเศษซากของสะเก็ดไฟที่พร้อมจะติดประกายขึ้นมาใหม่...กลิ่นหอมยั่วเย้าราวกับจะให้ทั้งสองต้องมนต์เสน่ห์ของรสรักจนยากจะหักห้ามใจ
     
    …ทุกอย่างรอบกายคล้ายดั่งพร่าเลือนไร้รูปทรงที่เห็นเด่นชัดดูจะมีแค่แววตาที่จะจ้องมองสบตากันและกันอย่างสื่อความหมาย...เมื่อต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกแน่ชัดอยู่ในจิตใจว่ายังดื่มด่ำกับรสรักไม่พอเพียง...ต้องการที่จะสัมผัสและถูกสัมผัสมากมายกว่านี้
     
    ...เพียงไม่นานประกายไฟที่ยังครุกรุ่นก็ถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง... เมื่อร่างบอบบางข้างใต้บดเบียดสะโพกยั่วเย้าแสดงถึงความต้องการของตนเองอย่างแจ่มชัด
    ... ร่างเล็กถูกดึงรั้งให้นั่งคร่อมบนตักโดยมีวงแขนของทั้งสองฝ่ายโอบรอบแผ่นหลังของกันและกันเอาไว้แนบแน่น
     
    ... เส้นผมสีดำชื้นเหงื่อกรุยกรายอยู่เต็มใบหน้าเมื่อตนเองกำลังเป็นฝ่ายควบคุมความเร่าร้อนในเกมรักครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่... เสียงหอบครางกระชั้นถี่บ่งบอกได้ถึงความสุขสมที่กำลังจะดำเนินมาถึงปลายทางของความสุขอีกครั้ง
     
    ...รสรักที่ได้รับในเวลานี้ช่างสุขสมแสนหวานจนแทบลืมเลือนทุกเรื่องราวไปหมดสิ้น...สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองยังมีตัวตนอยู่ตรงนี้มีเพียงเสียงหอบคราง...กลิ่นกาย...สัมผัสผ่าวร้อนจากผิวเนื้อที่แนบชิดกัน...ความรู้สึกปั่นป่วนรัญจวนใจที่กำลังได้รับ... ความสุขสมที่กำลังจะมาถึงและที่น่าแปลกคือในจังหวะที่ประสาทสัมผัสทุกอย่างดูเลือนรางแต่สิ่งหนึ่งที่กลับจดจำได้ชัดเจนในสติที่พร่าเลือน...
     
    ...คือกลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นที่โอบล้อมอยู่รอบกาย...
     
    <<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>
     
    ในยามเช้าที่แสนหวานเมื่อรู้สึกถึงไออุ่นจากแสงแดดที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องพัก...ทั้ง ๆ ที่เป็นรุ่งเช้าที่มีเกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน... แต่วันนี้กลับทำให้รู้สึกผิดแปลกไปจากทุกวันเมื่อตนเองรู้สึกคล้ายกับว่าบรรยากาศแบบ
    นี้เลือนหายไปจากความทรงจำมาช่วงหนึ่ง
     
    ...หัวสมองหนักอึ้งคล้ายเพิ่งตื่นจากภาพความฝัน...เปลือกตาบางกระพริบถี่เมื่อแสงสว่างของวันใหม่กำลังทำให้รู้สึกระคายเคือง ไม่นานดวงตากลมโตก็เปิดขึ้นอย่างเหม่อลอยคล้ายยังไม่อาจลำดับภาพได้ชัดเจน...ช่วงเวลาแห่งความสุขสมนั้นดูจะยาวนานจนเขาลืมเลือนวันเวลาทุกอย่างไปหมดสิ้น
     
    …Hyde พลิกตะแคงใบหน้าเมื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังนอนคว่ำโดยมีศีรษะของ J ซุกซบอยู่ที่แผ่นหลังของตน...วงแขนแกร่งยังโอบรอบเอวบางเอาไว้แนบแน่น
     
    ‘…นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วนะ...’
     
    Hyde คิดคำนึงถึงเรื่องเวลาขึ้นมาทันที...แสงแดดที่กำลังจะแผดกล้าขึ้นทุกขณะเป็นสัญญาว่ามันคงกำลังล่วงเข้าสู่เวลายามสาย...ทันทีที่ทดลองขยับกายความรู้สึกเมื่อยขบและเจ็บร้าวแล่นขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ จนร่างเล็กต้องนิ่วหน้าและยอมที่จะคว่ำหน้าอยู่กับหมอนนิ่ง ๆ อย่างนั้นอยู่เป็นครู่ใหญ่...
     
    ... ร่างกายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงราวกับเขาใช้พละกำลังทั้งหมดไปกับสัมผัสเร่าร้อนรัญจวนใจเมื่อคืนจนหมดสิ้น...Hyde หอบหายใจเบา ๆ อย่างไม่เข้าใจเพียงแค่คืนเดียวทำไมเขาถึงหมดแรงมากขนาดนี้
     
    ... ระหว่างที่พยายามคิดทบทวนเรื่องราวดวงตาคู่งามก็เหลือบไปเห็นดอกไม้สีขาวที่จำได้ว่าตนเองเก็บมาตั้งแต่เมื่อคืน...กำลังเหี่ยวเฉาร่วงโรย..กลีบดอกบางส่วนร่วงหล่นลงบนพื้นห้อง...กลิ่นหอมประหลาดที่จดจำได้ว่าติดตรึงอยู่ในประสาทสัมผัสเลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
     
    ...เมื่อดอกร่วงโรยกลิ่นก็จางหายไป...
     
    Hyde ขมวดคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนตอนที่ J ส่งมันลงไปอยู่ในแก้วน้ำทั้งกลีบดอกและกิ่งก้านยังดูแข็งแรงอย่างน้อย ๆ ในเช้าวันรุ่งขึ้นเขาน่าจะได้ชื่นชมมันอีกวัน...
     
    ...แล้วทำไม ? ถึงโรยไปเร็วขนาดนี้...
     
    เมื่อไม่อาจหาคำตอบที่ชัดเจนคงต้องโทษว่าเป็นเพราะความแข็งแกร่งงดงามนั้นมีอยู่เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น... ดวงตากลมโตละความสนใจจากเจ้าดอกไม้ปริศนาหันมาเหล่มองคนที่ยังหลับสนิทโดยซบอยู่แผ่นหลังของเขา
     
    ‘…J บ้า...มันหนักนะ...‘
     
    Hyde คิดต่อว่าอีกฝ่ายในใจเมื่อทดลองขยับกายแล้วไม่เป็นผล...ชายหนุ่มดูท่าทางจะยังไม่รู้สึกตัวง่าย ๆ ดวงตาเหลือบมองหานาฬิกาข้อมือของชายหนุ่มที่มักชอบถอดวางทิ้งไว้ที่หัวเตียง...ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าขึ้นมาดูเวลาว่าสายมากแค่ไหนแล้ว
     
    ...9.30 am…
     
    ตัวเลขดิจิตอลบนหน้าปัดนาฬิกาไม่ได้ทำให้ร่างเล็กรู้สึกแปลกใจเท่าไหร่...แต่เมื่อดวงตากลมเหลือบมาเห็นวันที่ที่อยู่ด้านข้าง...ดวงตาคู่นั้นก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที...เมื่อมันกำลังแสดงวันที่หลังจากที่เขามาเยือนที่นี่ล่วงไปแล้วถึง 5 วัน
    ...Hyde รีบยกนิ้วขึ้นมาตรวจนับวันที่ตั้งแต่พวกเขาย่างก้าวมาถึงบ้านพัก...เช้าวันรุ่งขึ้นไปเล่นสกีเจอกับ Kiyoharu ตอนบ่ายและตอนกลางคืน...วันต่อมาที่ทะเลาะกับ J แต่ก็คืนดีกันได้ในค่ำคืนนั้น...แล้วเวลาอีกสองวันที่เหลือมันหายไปไหน ?
     
    Hyde พรวดพราดยันกายลุกขึ้นนั่งโดยไม่สนว่าร่างกายจะหลงเหลือความเมื่อยขบและปวดร้าวมากแค่ไหน... ไม่สนแม้แต่ว่าคนที่ซุกซบอยู่บนแผ่นหลังจะร่วงหล่นลงมากระแทกกับพื้นเตียงนุ่มจนชายหนุ่มผมทองต้องยอมลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิด
     
    “ J !!” ร่างเล็กตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงลั่นพร้อมกับขยับเข้าไปใกล้เพื่อให้ดูนาฬิกา... ในแวบแรกชายหนุ่มยังไม่สนใจเพียงแค่เหลือบมองเวลาเท่านั้นก่อนที่ใบหน้างามจะบุ้ยใบ้ให้ดูเลยไปถึงวันที่ที่แสดงอยู่บนนาฬิกาด้วย
     
    ...ดวงตาเรียวรีจ้องค้างอยู่เล็กน้อยเมื่อจำวันที่ทุกวันได้เป็นอย่างดี...และในค่ำคืนที่พวกเขาดื่มด่ำกับรสรักมันก็เป็นวันก่อนหน้านี้สองวัน
     
    “นาฬิกานายเดินเร็วไปรึเปล่า ?” Hyde ถามคำถามขึ้นมาด้วยหัวใจที่เต้นกระชั้น…คิ้วเรียวเข้มขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิดเมื่อนาฬิกาเลือนนี้ไม่เคยถูกตั้งเวลาใหม่และมีความทนทานและเที่ยงตรงชนิดที่เรียกว่าเป็นยี่ห้อที่ติดอันดับ Top 5
     
    ...หรือว่าจริง ๆ แล้วเวลามันผ่านไปแล้วจริง ๆ...
     
    ...ชายหนุ่มผมทองไม่ตอบคำถามแต่กลับยกหูโทรศัพท์เพื่อกดเบอร์ภายในของรีสอร์ทแทน...คำถามคำตอบที่ได้รับจากพนักงานของรีสอร์ทยิ่งทำให้เกิดความสงสัยในสีหน้า...แต่สิ่งที่ได้รับการยืนยันคือนับจากวันนั้นผ่านเลยมาแล้ว 2 วันจริง ๆ
     
    ...ทันทีที่วางหูโทรศัพท์ทั้งใบหน้าของ Hyde และ J ต่างนิ่งคิดอย่างงงงัน...พวกเขาปรนเปรอความรักให้กันโดยลืมวันลืมคืนขนาดนี้เลยเหรอ...ในช่วงสองวันที่ผ่านมาสิ่งที่จดจำได้มีเพียงรสสัมผัสที่ตอบสนองต่อกันและกัน...เสียงครางหวาน...และกลิ่นกาย
     
    ...ดวงตาของทั้งคู่เหลือบมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะอมยิ้มให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น... เมื่อคิดไปเองว่าพวกเขาคงโหยหาและปล่อยใจปล่อยกายไปกับความต้องการของตนเองอย่างเต็มที่...เมื่อไม่ได้ถูกควบคุมอยู่ในกรอบของช่วงเวลาที่เรียกว่าชีวิตประจำวัน...การมาเที่ยวพักผ่อนครั้งนี้คงทำให้จิตใจได้ปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจนหมด
     
    “ J !! ทำไงดีล่ะ...” Hyde ส่งเสียงเรียกชื่อชายหนุ่มออกมาจนอีกฝ่ายตกอกตกใจ
     
    “มีเรื่องอะไร ?”
     
    “ก็นี่แสดงว่าผ่านมา 5 วันหมดเวลาเที่ยวของพวกเราแล้วน่ะสิ...ยังไม่ได้ไปไหนนอกจากเล่นสกีเลยนะ” Hyde โวยวายขึ้นมาอย่างนึกเสียดายเมื่อสถานที่เที่ยวที่พวกเขาเคยวางกันเอาไว้เป็นอันต้องพับเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปอย่างเสียไม่ได้
     
    “เอาไว้ค่อยมาใหม่ก็ได้...หรือไม่จะให้ฉันลักพาตัวนายหนีไปไกล ๆ ไม่ให้พวกนั้นตามเจออีกดีมั้ย ?” J เอ่ยแซวเล่น ๆ พร้อมรอยยิ้มเมื่อนึกถึงช่วงเวลายาวนานที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
     
    “บ้า !! งานการไม่คิดจะทำเลยรึไง ?” Hyde แกล้งต่อว่าชายหนุ่มเล่น ๆ แต่เมื่อลองคิดดี ๆ เขาก็อยากมีเวลาสุขสงบได้พักผ่อนอยู่กับชายหนุ่มเพียงลำพังสองคนยาวนานกว่านี้
     
    “จริงสิ !!” ร่างเล็กร้องออกมาเมื่อนึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้
     
    “อะไรอีกล่ะ ?”
     
    “ก็ตั้งแต่มาที่นี่ยังไม่ได้แช่ออนเซ็นเลย...ได้แต่อาบน้ำในห้องน้ำ”
     
    “งั้นเดี๋ยวไปแช่กันเลยก็ได้” J เอ่ยปากชวนเพราะบ้านพักที่แยกออกเป็นหลัง ๆ จะมีออนเซ็นเล็ก ๆ ส่วนตัวเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว…Hyde ตอบตกลงอย่างว่าง่ายถึงแม้มันยังเพิ่งจะเป็นเวลาสาย ๆ แต่เขาก็อยากแช่น้ำแร่ก่อนจะต้องเก็บของกลับในช่วงเย็นของวันนี้แล้ว
     
    ...ร่างเล็กบางนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม่ยอมขยับเขยื้อนทั้ง ๆ ที่ชายหนุ่มผมทองผุดลุกลงจากเตียงไปแล้ว...ครั้นพอ J หันกลับมามองก็เข้าใจความหมายได้ทันที
     
    ...ชายหนุ่มเดินตรงไปช้อนร่างเล็กขึ้นกระชับในอ้อมกอดพาเดินตรงไปยังบ่อน้ำแร่เล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังบ้าน... โดยไม่ได้ฉุกคิดถึงสิ่งที่พวกเขาลืมเลือนไปอย่างหนึ่งในค่ำคืนยาวนานที่แสนเร่าร้อนนั้น
     
    ...กลิ่นดอกไม้ที่กรุ่นกลิ่นขจรขจายไปทั่วห้อง...
     
    <<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>
     
    ~~~ สตูดิโอ L’Arc ~~~
     
    ชายหนุ่มร่างสูงเดินผ่านประตูทางเข้ามาด้วยอาการคล้ายกับถูกบังคับ...ใบหน้าง่วง ๆ หันไปยิ้มรับคำทักทายจากประชาสัมพันธ์สาวตลอดจนเด็กทีมงานที่เดินผ่านสวนกันไปจนกระทั่งถึงชั้นที่หมายซึ่งวันนี้เขาต้องมาขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวัน... เสียงพูดคุยโทรศัพท์จากผู้ช่วยหนุ่มน้อยของผู้จัดการแว่วมาให้ได้ยิน ผู้มาใหม่เกือบจะเดินเลี่ยงออกไปตามมารยาทหากชื่อของเพื่อนสนิทไม่ลอยมากระทบหูเข้าเสียก่อน...
     
    “เดี๋ยวครับ Tetsu-san...โธ่...” เสียงทอดถอนใจดังตามออกมาก่อนเจ้าตัวจะใช้มือข้างที่ถือโทรศัพท์ทุบลงบนศีรษะตัวเองอย่างโกรธ ๆ...
     
    “Te-chan ทำไมเหรอ?...” สิ้นเสียงถามชายหนุ่มร่างผอมก็หันขวับมาเบิกตามองก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ ออกไป...
     
    “Ken-san...”
     
    “ว่าไงล่ะ?...” คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูงอย่างแปลกใจในท่าทีของอีกฝ่าย... “แล้วนั่นโทรจากที่ไหน Osaka เหรอ...” เสียงถามต่อไปอีกเพราะตนเองก็ไม่รู้กำหนดการกลับที่แน่นอนของเพื่อนเช่นกัน...
     
    “Tokyo นี่แหล่ะครับ กลับมาแล้วเมื่อเช้า ผมเป็นคนจัดการเรื่องตั๋วให้เองแล้วก็พอดีว่า...” คำบอกเล่ารวมความถึงการสนทนาทั้งหมดตั้งแต่ฝ่ายนั้นลงจากเครื่องถูกถ่ายถอดออกมายาวยืดก่อนจะค่อย ๆ เงยขึ้นมองชายหนุ่มที่ยืนฟังอยู่ด้วยความรู้สึกผิด...
     
    “เอาเถอะ...ยังไงก็เป็นเรื่องงานแล้วหมอนั่นก็เต็มใจมาอยู่แล้วด้วย...ฉันเองก็ผิดที่ไม่รีบเข้ามา...” Ken สรุปออกมาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายคิดมาก...ฝ่ายนั้นยิ้มออกมาได้ทันทีเมื่อได้ยินก่อนจะรีบเอ่ยขอตัวไปทำงานของตนเองต่อ... ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้อย่างเข้าใจพลางออกเดินไปตรงไปยังห้องด้านในทิ้งตัวลงบนโซฟาคว้าหนังสือใกล้มือขึ้นมาพลิกเปิดดูเพื่อฆ่าเวลารอคอยเพื่อนที่กำลังจะเดินทางมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ...
     
    <<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>
     
    ~~~ ห้อง Inoran ~~~
     
    เจ้าของห้องร่างบางวางมือจากอาหารกลางวันง่าย ๆ ที่เพิ่งจะทำเสร็จพาตัวเองออกมาจากส่วนครัวเล็ก ๆ ทันทีที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวกุกกักที่ประตูหน้าห้องตามมาติด ๆ ด้วยเสียงร้องหง่าวพร้อมเพรียงหันอย่างยินดีจากเจ้าเหมียวสามตัว
     
    ...คิ้วเรียวเล็กขยับเข้าหากันนิด ๆ เพราะชายหนุ่มที่มองเห็นหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังกลับเข้ามานั้นบอกเอาไว้ก่อนจะออกไปว่าวันนี้อาจจะต้องไปขลุกอยู่ที่สตูดิโอทั้งวัน...
     
    “ทำไมกลับมาเร็วล่ะ Ken...” Inoran ถามพลางขยับเข้าไปช่วยรับของจากมืออีกฝ่ายวางลงบนโต๊ะใกล้ ๆ เห็นสีหน้าฝ่ายนั้นไม่ค่อยดีก็ยิ่งจ้องมองรอคอยคำตอบด้วยความกังวล...
     
    “Te-chan กลับมาแล้วน่ะ...ก็เลยไล่ฉันกลับมา ส่วนพวกนี้ก็ของฝาก...ฝากให้ Sugi กับ Shinya ด้วย...” คนพูดลอบถอนใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้พลางทำจมูกฟุดฟิดสูดกลิ่นหอมของอาหารใกล้เข้าไปจนถึงผิวแก้มของอีกฝ่าย...
     
    “หอมจัง...” เสียงอ้อน ๆ กับรอยยิ้มขี้เล่นนั้นเรียกรอยยิ้มออกมาจากหน้ายุ่ง ๆ จนได้...
     
    “หุงข้าวไว้แล้ว...ทำกับเพิ่มอีกอย่างก็แล้วกัน...” Inoran บอกพลางเดินนำกลับเข้าไปในครัวเอื้อมมือไปหยิบผ้ากันเปื้อนอีกฝ่ายก็รีบคว้าเอาไปจากมือพร้อมกับรุนหลังให้กลับไปนั่งคอยที่โต๊ะ
     
    ... เพียงไม่นานก็ได้ไข่ตุ๋นเห็ดหอมมาเพิ่มอีกอย่างแล้วมื้ออาหารระหว่างคนทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้นโดยมี Inoran เป็นฝ่ายเอ่ยชวนคุยต่างจากทุกวันเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องมีเรื่องไม่สบายใจปิดบังเอาไว้แน่...
     
    “แล้ว Tetsu เป็นยังไงบ้างล่ะ...กลับไปเยี่ยมบ้าน...”
     
    “ก็ดีนะ...เห็นเล่าหน้าบานว่าไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่...” Ken หยุดพูดพลางเหลือบตาขึ้นมอง...เห็นสายตาฝ่ายนั้นจ้องมองมาก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์จะปิดบัง... “แต่...ไม่รู้ว่าฉันคิดมากไปเองหรือเปล่านะ Ino ดูเขาร่าเริงจนผิดปกติ...แล้วตอนเรียกฉันไปเอาของที่รถก็เห็นกระเป๋าเสื้อผ้ายังอยู่เต็ม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นโทรคุยกับที่คนที่สตูฯ ไว้ว่าจะกลับเข้าบ้านก่อน...”
    Inoran เป็นฝ่ายนิ่งไปบ้างเมื่อฟังจบ...เพราะเรื่องที่อีกฝ่ายบอกเล่ามาก็ดูจะไม่ใช่ความกังวลที่เกินไปนัก...
     
    “คิดว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับ Ryu รึเปล่า?...”
     
    Ken ถอนใจออกมาเบา ๆ ทันทีที่ได้ยินชื่อบุคคลที่สาม...เป็นครู่กว่าจะพยักหน้าขึ้นลงช้า ๆ...
     
    “ฉันก็คิดอย่างนั้น...เกือบจะถามออกไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้า...Te-chan ยังไม่รู้ว่าฉันรู้เรื่องเขาแล้ว...เพราะงั้นบางที...”
     
    “จะทำเป็นว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้น่ะเหรอ...” Inoran ถามแทรกขึ้นเบา ๆ เห็นชายหนุ่มตรงหน้าก้มหน้าลงแทนคำตอบก็เข้าใจได้ทันทีว่า Ken คงไม่อยากให้ Tetsu ต้องลำบากใจในการจะเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาอีกไม่ว่าตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นจะดำเนินไปใ
    นทางร้ายหรือทางดีก็ตาม...
     
    “อยากให้ฉันถาม Ryu มั้ย?...ว่ามันเกิดอะไรขึ้น...”
     
    “มันจะดีเหรอ Ino...” Ken ถามอย่างลังเล...
     
    Inoran ยิ้มออกมานิด ๆ เมื่อได้ยินคำพูดนั้นพลางขยับลุกขึ้นดึงมืออีกฝ่ายลากออกไปจากครัวด้วยกัน...
     
    “ก็คงดีกว่ามานั่งเดากันไปเอง...” ร่างบางหันไปบอกก่อนจะดึงให้ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยกันพลางหันไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายไปยังเพื่อนของตนที่พูดถึงกันอยู่เมื่อครู่ทันที...สัญญาณตอบรับดังติดต่อกันยาวนานกว่าปกติกว่าที่เสียงใครคนหนึ่งจะดังมาจากปลายสาย...ทำเอาคนฟังขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างแปลกใจ...
     
    “เอ่อ...ขอโทษนะคะ...ดิฉันเป็นแม่บ้าน...Kawamura-san หลับอยู่ค่ะ...”
     
    “ป้าเหรอครับ...” Inoran รีบถามกลับไป... “ผม Ino นะ...ป้าจำผมได้ใช่มั้ย...”
     
    “อ้อ...ค่ะ ๆ จำได้ค่ะ...” เสียงตอบกลับมาบอกถึงความยินดีและโล่งอกระคนกัน...
     
    “Ryu ยังไม่ตื่นอีกเหรอครับ...ป่านนี้แล้ว...”
     
    “เอ่อ...ตอนเช้าตื่นมาแล้ว แต่...ดื่มเหล้าเข้าไปค่ะ ฟุบไปทั้งอย่างนั้นป้าคนเดียวจะพาขึ้นไปข้างบนก็ไม่ไหวเลยต้องปล่อยให้นอนอยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น...”
     
    “หืมม์...ดื่มแต่วันอย่างนี้เหรอครับ...Shinya กับ Sugi อยู่ด้วยรึเปล่าครับ...” Inoran ถามต่อไปอย่างใจเย็นทั้งที่เริ่มจะสบตากับชายหนุ่มข้างกายอย่างเป็นกังวล...
     
    “เปล่าค่ะ...ดื่มคนเดียว ป้าเข้ามาถึงตอนสาย ๆ ก็เห็นนั่งดื่มอยู่แล้ว...เอากับแกล้มมาให้ก็แทบไม่ได้แตะ...”
     
    “ไม่เป็นไรนะป้า ปล่อยให้นอนไปอย่างนั้นก่อน...” Inoran นิ่งไปเล็กน้อยเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง... “อืม...ป้ารู้จัก Tetsu ใช่มั้ยครับ...วันนี้เขาเข้าไปที่นั่นรึเปล่า?...”
     
    “เข้ามาค่ะ...ป้ามาถึงตอนเขากำลังจะกลับพอดี เห็นว่าเพิ่งกลับมาจากไปเยี่ยมบ้านหอบของฝากมาเยอะแยะ...” ฟังมาถึงตรงนี้ Inoran ก็แทบจะแน่ใจแล้วว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่แน่ ๆ บทสนทนายังคงดำเนินไปอีกเล็กน้อยก่อนร่างบางจะกดปิดสายพร้อมเสียงระบายลมหายใจยาว...
     
    “เฮ้อ...เรื่องที่เรากังวลคงไม่ใช่คิดกันไปเองแล้วล่ะ Ken”
     
    <<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>
     
    บนโต๊ะกลางหน้าโซฟาหุ้มผ้าเนื้อนุ่มสีแดงเข้มยังคงเกลื่อนไปด้วยขวดเหล้าและกระป๋องเบียร์นา ๆ ชนิด... ขณะที่ชายหนุ่มเจ้าของบ้านซึ่งนอนเหยียดยาวหลับไปเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์มาตลอดบ่ายเริ่มกระพริบตาขึ้นลงถี่ ๆ ก่อนจะปรือตาขึ้นมาพบกับความมืดมิดรอบตัวกับแสงสว่างราง ๆ จากช่อไฟดวงเล็กที่ผนัง
     
    ... ความปวดมึนหนักอึ้งในหัวจู่โจมเข้ามาทักทายหากนั่นก็ยังช้ากว่าความรู้สึกบางอย่างที่แล่นเข้าเกาะกุมจิตใจจนต้องปิดเปลือกตาลงอีกครั้งเพื่อปกป้องตัวเองจากความว่างเปล่ารอบกายที่ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าเขาไม่มีใคร...
     
    “หิวหรือเปล่า?...แม่บ้านนายทำข้าวต้มทิ้งไว้ให้ก่อนจะกลับไป...” เสียงที่ดังแทรกความเงียบขึ้นมาเรียกอาการสะดุ้งนิด ๆ จากคนฟังก่อนเจ้าตัวจะรีบหันไปมองอย่างรวดเร็ว.. ริมฝีปากขยับเหมือนจะยิ้มออกมาแต่แล้วก็กลับเปลี่ยนใจทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่ใส่ใจออกมาแทน...
     
    “มาตั้งแต่เมื่อไหร่ Ino...”
     
    “เย็น ๆ...” คำตอบสั้นแต่ไม่ถึงก็ห้วนพลางนั่งนิ่งมองดูฝ่ายนั้นค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างไม่ค่อยจะถนัดนัก...ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ใส่ใจแต่พอเห็นเพื่อนลุกยืนและพยายามจะออกเดินด้วยท่าทางเซ ๆ ก็อดขยับเข้าไปช่วยไม่ได้...เพื่อนสองคนสบตากันอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงยิ้มให้กันในที่สุด...
     
    “จะไปไหน...”
     
    “ก็ออกไปกินข้าวไง...” เสียงบอกเนือย ๆ พลางหันไปสบตากับเพื่อนข้างกายอีกครั้ง... “ว่าแต่...มาถึงนี่คงไม่ใช่แค่มานั่งเฝ้าฉันหลับใช่มั้ย...”
     
    Inoran ปล่อยเสียงระบายลมหายใจยาวออกมาอย่างไม่ปิดบังขณะพาเพื่อนเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะทานอาหาร...
     
    “กินข้าวซะก่อนแล้วค่อยพูดกัน...” Inoran ตัดบทลงง่าย ๆ จัดการตักข้าวต้มหอมกรุ่นจากหม้อเก็บความร้อนที่แม่บ้านเตรียมไว้ให้มาวางลงตรงหน้าอีกฝ่ายตามด้วยชาร้อนสองที่สำหรับเพื่อนและตน
     
    ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ที่ว่างเหม่อมองออกไปยังสวนที่เห็นเป็นเงาอยู่ภายนอกหน้าต่างฟังเสียงช้อนกระทบกับถ้วยกระเบื้องเคลือบเบา ๆ จนกระทั่งเสียงนั้นค่อย ๆ เงียบหายไป...
     
    “เรื่อง Tetsu ใช่มั้ย?...” กลับเป็นฝ่าย Ryuichi ที่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างพอจะเดาออก...
     
    “มันเกิดอะไรขึ้น Ryu”
     
    “ก็จบ...อย่างที่ใครหลายคนอยากให้จบ...เขาไม่ได้บอกนายรึ?...” Ryuichi ย้อนถามกลับไป...ทั้งน้ำเสียงและแววตายังคงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด...
     
    “Tetsu ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันรู้เรื่องระหว่างนายกับเขา...” Inoran ยังคงบอกอย่างใจเย็น... “อีกอย่าง...ฉันไม่เคยอยากให้เรื่องของพวกนายจบนะ Ryu...ฉันอยากให้มันไม่ได้เริ่มขึ้นต่างหาก...”
     
    “มาพูดตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว Ino...”
     
    “ถ้ารู้อย่างนั้นแล้วนายมานั่งดื่มเหล้าเสียอกเสียใจทำไม Ryu...ในเมื่อรู้ว่าไม่มีประโยชน์..ในเมื่อรู้ว่าจบ...จะต้องมานั่งอาลัยอาวรณ์อะไร...” คิ้วเรียวเล็กขยับเข้าหากันนิด ๆ จ้องมองเพื่อนอย่างตรงหน้าถามเสียงช้าชัด... “ที่ทำแบบนี้...เพราะตัวนายเองก็ยอมรับไม่ได้ว่ามันจบไม่ใช่รึไง...”
     
    “ฉันไม่ยอมรับแล้วทำไมล่ะ!!!...” Ryuichi กระชากเสียงใส่เพื่อนอย่างลืมตัว...ความปวดมึนเหมือนศีรษะจะระเบิดแล่นขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ จนต้องหยุดนิ่วหน้า... “มันเป็นปัญหาของฉันเอง...ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด...นายได้ยินมั้ย Ino!!!...เขาไม่ได้มาเดือนร้อนอะไรกับความรู้สึกของฉันเลย...”
     
    “แล้วตัวนายเองเดือดร้อนกับความรู้สึกของเขาแค่ไหนกันล่ะ Ryu...ฉันอยากรู้จริง ๆ นายคงเดือนร้อนแทนเขามากสินะตอนที่พาเจ้าของชุดกิโมโนนั่นกลับมาที่นี่กับนายด้วย...” Inoran บอกสิ่งที่ตนเดาได้ราง ๆ หลังจากมาเหยียบที่บ้านหลังนี้ออกไปจนได้
     
    ... ชุดที่แม่บ้านหอบหิ้วลงมาจากห้องนอนของเพื่อนเพราะไม่แน่ใจว่าควรจะจัดการกับมันอย่างไรดี...แม้จะรู้สึกเสียใจที่พูดออกไปเพราะได้เห็นสีหน้าเจ็บปวดของเพื่อนในเวลานี้..แต่เขาก็อยากให้อีกฝ่ายได้สติรับรู้ขึ้นมาบ้างว่าไม่ใช่มีแต่ตัวเองที่เจ็บเป็น!!...
     
    Ryuichi ส่ายหน้าไปมาช้า ๆ เหมือนจะบอกให้เพื่อนรู้ว่าตัวเขาเองก็ไม่เคยให้อภัยตัวเองในสิ่งที่ทำลงไป...
     
    “ฉันรู้ Ino...ฉันรู้ว่าตัวเองทำผิด...แต่ Tetsu ไม่ได้ไปเพราะโกรธ..หรือ” เสียงขาดหายไปอีกครั้งเพราะไม่อาจหาคำมาอธิบายความรู้สึกของตนเองในวินาทีนั้น... “เขาไม่ได้แสดงออกเลยว่าฉันทำให้เขาเจ็บ...เขาบอกว่าฉันไม่ได้ทำผิดต่อเขาด้วยซ้ำ...เขาไม่ได้แคร์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น...มันเหมือนกับเราแค่ผิดข้อตกลงระหว่างกัน...แค่นั้นจริง ๆ เขารู้สึกกับฉันแค่นั้นจริง ๆ...”
     
    Inoran ถอนใจยาวพลางส่ายหน้าไปมากับความคิดของเพื่อนอีกครั้ง...
     
    “ใคร? Ryu...” เขาเลือกที่จะถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากกว่าจะต้องทุ่มเถียงกันอีกครั้งถึงเรื่องความคิดไม่เข้าท่าของอีกฝ่าย... “รู้มั้ยนายเคยทำให้ฉันแน่ใจว่านายเห็น Tetsu ต่างจากคนอื่น... เพราะนายพาเขามาที่นี่แต่ตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจแล้วเพราะนายก็พาผู้หญิงคนนั้นมาเหมือนกัน...เธอเป็นใคร? Ryu...” เสียงถามย้ำออกไปอีกครั้งก่อนตนเองจะเป็นฝ่ายนิ่งไปเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้...
     
    “Arisa ใช่มั้ย...”
     
    Ryuichi ยกมือขึ้นกุมศีรษะก้มหน้าลงแทนคำตอบ... ร่างบางจึงได้แต่จ้องมองเพื่อนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่แยกไม่ออกระหว่างความโกรธกับความเห็นใจก่อนจะตัดสินใจได้ถึงสิ่งที่ตนเองควรจะทำได้ในนาทีนั้น...
     
    “ฟังนะ Ryu ก่อนนายจะคิดทำอะไรต่อไป...ลองใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้มาก...ถามตัวเองว่านายจะเอายังไง แล้วที่ต้องหาคำตอบให้เร็วที่สุดคือคนที่นายต้องการคือใครกันแน่? อย่าให้สองคนนั้นต้องมาเจ็บไปพร้อมกันเพราะนายเลย...” เสียงพูดเนิบช้าเหมือนจะให้อีกฝ่ายจดจำทุกคำพูดเก็บไปคิดก่อนเจ้าของร่างจะขยับกายลุกขึ้นเดินจากไปเงียบ ๆ...
     
    Ryuichi เงยหน้าขึ้นเหม่อมองความว่างเปล่าเบื้องหน้าอีกครั้ง...ความเข้าใจในคำพูดที่ได้ยินยังคงเลือนรางภายในหัวยังคงเต้นตุบ ๆ ขณะนั่งนิ่งฟังเสียงรถยนต์ค่อย ๆ แล่นห่างออกไปทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัด...เสียงของความเงียบ...ร่างกายเริ่มเคลื่อนไหวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพาตนเองขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบนได้ยังไง
     
    ...หากทันทีที่แสงไฟภายในห้องสว่างขึ้น ดวงตาคมก็แลปราดไปหยุดอยู่ที่พื้นข้างเตียงมองหาของสิ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว... ความว่างเปล่าที่มากระทบสายตายิ่งตอกย้ำว่าเส้นใยที่เชื่อมต่อระหว่างเขากับอีกฝ่ายมันได้จบสิ้นกันไปแล้วจริง ๆ...
     
    ...จะดื้อดึงไปทำไมในเมื่อฝ่ายนั้นก็ประกาศออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่ามันจบ...
     
    ...มือแกร่งขยับขึ้นค้นหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้ออย่างเคยชิน...ยิ่งไม่เจอภายในใจก็ยิ่งหงุดหงิดก็สิ่งที่เผชิญจนแทบคุมสติไม่อยู่...ชายหนุ่มปราดไปที่โทรศัพท์บ้านที่ตั้งอยู่หัวเตียงอย่างรวดเร็ว...เขากำลังเดิมพันกับความรู้สึกของตนเอง...
     
    ...ไม่อยาก...ต้องทรมานแบบนี้อีกแล้ว...
     
    “Moshi Moshi” เสียงหวานใสตอบกลับมาเป็นสำเนียงแปร่ง ๆ ทำให้มือที่ถือหูโทรศัพท์กระตุกเล็กน้อย...เขารู้ใจตัวเองว่าเสียงนี้ไม่ใช่เสียงที่เขาอยากฟังที่สุด...รู้สึกละอายวูบขึ้นในใจเพราะเขาหวังจะใช้เธอเพื่อทำให้ลืมคน ๆ หนึ่ง...
     
    “Ryu...นั่นคุณเหรอ...Ryu-san” มือแกร่งที่กำลังจะดึงหูโทรศัพท์ออกห่างจากตัวจบความคิดบ้า ๆ นี่ซะกลับต้องชะงักค้างชาวาบไปทั้งร่างเมื่อเสียงเรียกด้วยความยินดีของฝ่ายนั้นดังแทรกความคิดขึ้นมา...
     
    “ทำไมถึงคิดว่าเป็นผมล่ะ Aris” เสียงถามกลับไปเบาไม่ต่างจากกระซิบ...
     
    “Aris นึกว่า...จะไม่ได้ยินเสียงคุณอีกแล้ว...” เสียงสั่นเครือตอบกลับมาไม่ตรงคำถามนัก...หากมันกลับสร้างความรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาอย่างประหลาด...แม้ความรู้สึกที่เกิดจะไม่มากพอเพียงจะลบภาพใครคนหนึ่งออกไปก็ตาม...
     
    “คิดอะไรอย่างนั้น...” ชายหนุ่มพูดเย้ากลับไปพร้อมเสียงหัวเราะ... “ผมยังมีวันพักอีก...ถ้าคุณว่างพรุ่งนี้เราไปเที่ยวด้วยกันนะครับ...”
     
    ...Ryuichi หลับตาลงช้า ๆ อยากให้เสียงและคำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่ได้ผ่านริมฝีปากเขาออกมา...
     
    <<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>
     
    TBC.

    Love Punish 93

    - 93 -
     
    เวลาราวกับหยุดนิ่งอยู่กับที่..ช่วงวินาทีแสนนานก่อนที่ Ryuichi จะเหลียวกลับไปมองภาพที่เห็นเมื่อครู่ให้เต็มตาอีกครั้ง...ดวงตาที่สบกลับมาไม่ได้บ่งบอกถึงอารมณ์ใด ๆ นั่นคือความรู้สึกแรกที่ชายหนุ่มบอกกับตนเองก่อนจะเริ่มต้นออกเดินตรงไปยังรถคันงามที่จอดอยู่ทั้งที่ภายในหัวยังว่างเปล่าไม่มีแม้แต่บทสนทนาสักคำที่จะพอนึกออกมาได้ในเวลานี้...
     
    ...หากยังไม่ทันจะไปถึง...รถยนต์ที่จอดนิ่งสนิทอยู่ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว เสียงเหยียบคันเร่งน้ำมันดังกระหึ่มขึ้นก่อนที่รถคันงามจะวิ่งสวนผ่านร่างเขาไป
     
    ... ชั่วขณะที่ความรู้สึกหวั่นไหววาบขึ้นในใจอย่างรุนแรงเพราะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะจากไป หากรถคันนั้นกลับทำในสิ่งตรงกันข้ามโดยการชะลอความเร็วลงพร้อมกับแล่นเลี้ยวเข้าไปภายใน..ทิ้งความยินดีให้ปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มก่อนจะก้าวยาว ๆ ตามกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว...
     
    นัยน์ตากลมโตเหม่อมองภาพชายหนุ่มเจ้าของบ้านที่กำลังเร่งฝีเท้าตามกลับเข้ามาจากเงาสะท้อนของกระจกมองหลัง... หากภาพที่กำลังวนเวียนอยู่ในหัวกลับเป็นภาพที่ได้เห็นโดยไม่คาดฝันเมื่อไม่กี่นาทีก่อน... ร่างบางข่มตาหลับลงอย่างยากลำบากพร้อมกับบีบมือที่คลายออกจากพวงมาลัยเข้าหากันเพราะรับรู้ได้ว่ามันกำลังสั่น...
     
    “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่..Tetsu” ประโยคคำถามดังขึ้นข้างตัวหลังเสียงเปิดประตูรถเปิดเรียกอาการสะดุ้งนิด ๆ ก่อนเจ้าของร่างจะรีบลืมตาขึ้นพร้อมกับก้าวลงจากรถโดยไม่ได้หันไปมองและไม่ได้ตอบคำถาม
     
    ...เพราะกลัวว่าหากเปิดปากพูดออกมาตอนนี้จะต้องมีคำพูดโง่ ๆ พรั่งพรูออกไป...และ Ryuichi ก็รีบถอยห่างเปิดทางให้ทันทีเมื่อเห็น Tetsu ตั้งท่าจะขยับออกเดิน...
     
    ... แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ถูกแต่ในเมื่ออีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบเขาก็เก้อที่จะเป็นฝ่ายอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นออกมาก่อน...ชายหนุ่มจึงได้แต่ยืนนิ่งมองร่างบางที่เดินตรงไปยังท้ายรถก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเดินตามไปหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ
    ... เกือบจะยิ้มรับออกมาเมื่อฝ่ายนั้นยอมเงยหน้าขึ้นมองหลังจากถอนสายตามาจากถุงข้าวของมากมายหลายอย่างที่อัดแน่นมาเต็มท้ายรถพร้อมกับยื่นถุงในมือส่งให้...
     
    “ของฝาก...” คำบอกกล่าวสั้น ๆ พาเอาข้อความไม่กี่บรรทัดในกระดาษโน้ตแผ่นนั้นให้ย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำและแน่นอนดึงความรู้สึกอ้างว้างทรมานในช่วงสองวันที่ผ่านให้กลับมาด้วย... แต่เขาก็สลัดมันออกไปอย่างรวดเร็วพลางยื่นมือไปหมายจะช่วยอีกฝ่ายยกกระเป๋าหากฝ่ายนั้นกลับยื่นมือมากั้นเอาไว้...
     
    “ไม่ต้อง...” บอกเสียงเรียบก่อนจะหันมามองชายหนุ่มข้างกายโดยไม่หลบตาอีก... “ขออนุญาตเข้าไปเก็บของได้มั้ย...มีบางอย่างต้องใช้เรื่องงานแล้วก็...พวกเสื้อผ้าทิ้งเอาไว้จะรกห้องนายเปล่า ๆ...”
     
    ...ประโยคที่ได้ฟังไม่มีวี่แววของความประชดประชันแฝงอยู่แม้แต่น้อย...อีกฝ่ายพูดมันออกมาเหมือนกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศกับคนรู้จัก...กระทั่งเสียงประตูท้ายรถยนต์ปิดลงเบา ๆ ชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง...
     
    “นายจะไปไหน...ยังเหลือวันหยุดอีกสองวัน...ไม่ใช่เหรอ?”
     
    คิ้วเรียวเล็กของคนฟังขมวดเข้าหากันก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็ว... ริมฝีปากบางทำท่าขยับจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่แล้วก็กลับเงียบพร้อมกับพาตัวเองเบี่ยงตัวหลบจากชายหนุ่มที่ยืนขวางก้าวเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่สนใจต่อเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบตามมาแม้แต่น้อย...
     
    จนมาถึงห้องด้านในสุดที่เจ้าของบ้านใช้เป็นทั้งห้องทำงานและห้องพักผ่อนนั่งเล่นส่วนตัว Tetsu ก็เริ่มต้นเก็บสิ่งของเล็ก ๆ น้อยที่ตนหอบหิ้วมารวบรวมลงกระเป๋าใบเล็กออกไปวางไว้ที่โถงทางขึ้นบันไดก่อนจะพาตัวเองมุ่งตรงไปยังห้องนอนที่ชั้นสองโดยไม่สนใจต่อชายหนุ่มเจ้าของบ้านที่ตามติดมาแทบจะทุกฝีเท้าอยู่นั่นเอง...
     
    “Tetsu...นี่มันอะไร...” Ryuichi เริ่มต้นถามอีกครั้งขณะเดินตามอีกฝ่ายขึ้นบันไดไปยังห้องนอนชั้นบน... “นายไม่คิดจะถามอะไรฉันเลย...อยู่ ๆ ก็บอกว่าจะไป...ทำไม?..” มือแกร่งกระชากคว้าแขนร่างบางที่เพิ่งจะเปิดประตูก้าวเข้าไปในห้องนอนด้วยท่าทางเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเขาเอาไว้อย่างลืมตัว
     
    ...ฝ่ายนั้นหันขวับมาจ้องมองด้วยดวงตาวาวโรจน์ก่อนจะสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมสุดแรง...
     
    “นาย...จะให้ฉันถามอะไร...” เสียงถามกลับออกไปช้าชัดบอกให้รู้ว่าคนพูดเพียรข่มอารมณ์ตนเองเพียงใด...
    “แล้วนายจะตอบฉันว่าไง? นายจะบอกฉันว่าผู้หญิงคนนั้นแค่บังเอิญใส่ชุดของนาย...เธอแค่บังเอิญยื่นมือออกไปให้นายสวมแหวน...แค่การสวมกอดร่ำลาแต่พวกนายไม่มีได้อะไรกัน!! เธอไม่ได้เพิ่งออกไปจากห้องนี้!!! เอาสิ Ryu!!! ถ้านายกล้าปฏิเสธ...ฉันก็กล้าที่จะเชื่อ!!!”
     
    Tetsu หายใจหอบจนไหล่บางสะท้านขึ้นลงจากการระเบิดอารมณ์ออกมาเมื่อครู่...สองตาจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าราวกับจะให้ทะลุไปถึงหัวใจภายใน...อาการเงียบงันของอีกฝ่าย... กรามที่กัดจนเป็นสันนูนบอกให้รู้ได้ว่าทุกอย่างที่เขาพูดออกไปเป็นความจริงและเขารู้ว่าคนตรงหน้าไม่มีวันปฏิเสธ...ไม่มีวัน...
     
    ....ดวงตากลมโตแลเลยผ่านชายหนุ่มตรงหน้าไปยังชุดกิโมโนที่วางพาดอยู่บนโซฟาเบื้องหลัง...
     
    “ขอบใจที่นายไม่โกหก...” Tetsu ยิ้มให้นิด ๆ เมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง... “เพราะ...มันไม่จำเป็นเลย บางทีนายอาจจะลืมว่าฉันกับนาย...เราไม่ได้เป็นอะไรกัน..ไม่ต้องรู้สึกผิดไม่ต้อง...รู้สึกอะไรทั้งนั้น...เรา...แค่นอนด้วยกัน...ข้อตกลงก็คือ ‘อย่ายุ่งกับคนอื่น’ เมื่อนายทำมันไม่ได้...ทุกอย่างก็จบ...”
     
    “ไม่!!!” Ryuichi ขยับเข้าไปจนแทบจะชนกับเข้ากับร่างบางตรงหน้า...มือแกร่งรวบต้นแขนทั้งสองข้างเขย่ารุนแรงอย่างลืมตัว... “ฉันไม่ยอมให้จบได้ยินมั้ย!!!”
     
    “นั่น...เป็นปัญหาของนาย Ryu” น้ำเสียงเรียบสงบไม่มีรอยหวั่นไหว...แม้แรงบีบที่ต้นแขนจะทวีขึ้นอีกเมื่อคำพูดจบลง...หากเขาไม่ใส่ใจสักนิดเพราะมันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน!!
     
    ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นจ้องมองพลางส่ายหน้าไปมาช้า ๆ ราวกับไม่อยากยอมรับในสิ่งที่ได้ยิน.... ความผิดในสิ่งที่ตนเองกระทำดูจะลางเลือนไกลห่างเหลือเพียงความรู้สึกทนทรมานที่คิดไปว่าตนเองต้องเป็นผู้แบกรับเพียงผู้เดียวในช่วงเวลาที่ต้องอยู่ไกลกัน...
     
    “ฉันเป็นได้แค่นั้นเองใช่มั้ย?” แขนสองข้างคลายออกจากร่างบางตกลงข้างตัว...ภาวนา...ให้อีกฝ่ายปฏิเสธ...
     
    “สำหรับนาย ฉันไม่เคยมีค่าอะไรอยู่แล้วใช่มั้ย?...Tetsu”
     
    “นั่น...ก็แล้วแต่นายจะคิด...” ประโยคสุดท้ายที่รอฟังผ่านเข้ามาในห้วงความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า... แผ่นหลังกระทบเข้ากับชั้นหนังสือสูงแค่เอวซึ่งขนานไปตลอดแนวผนังกรุกระจกเพื่อรับแสงสว่างจากภายนอก...ทั้งที่เมื่อครู่เขายืนอยู่กลางห้องแท้ ๆ...
     
    ...เสียงการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเหมือนยิ่งดึงภาพในความทรงจำที่เคยมีร่วมกันให้ผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ ทำไมถึงรู้สึกเจ็บนักทั้งที่เขาเองก็เคยมีความคิดแบบที่ฝ่ายนั้นพูดมาตลอดแท้ ๆ ทำไม?...
     
    ความคิดสะดุดหยุดลงอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องปิดลงและเพียงไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงเครื่องยนต์แว่วมาจากลานจอดเบื้องล่าง... ดวงตาคมเหลียวมองตามรถยนต์คันงามที่กำลังแล่นห่างออกไปทุกทีก่อนจะจอดนิ่งที่ประตูรั้วเพื่อทักทายกับแม่บ้านที่เพิ่งมาถึง
     
    ... รอยแย้มยิ้มที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดแม้จะอยู่ในระยะไกลทำให้คนมองต้องรีบเบือนหน้าจากภาพที่เห็นย้อนกลับมามองดูความว่างเปล่าที่โอบล้อมอยู่รอบกายอีกครั้งกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่เมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้านี้เขาเป็นคนวางมันเอาไว้
     
    ... เจ้าของเสื้อคงรีบร้อนจะไปจากเขาให้เร็วที่สุดจนไม่แม้แต่จะเสียเวลากวาดตามองหาทั้งที่มันก็ไม่ได้ซ่อนอยู่ในที่ลับตา... มือแกร่งบิดกำแน่นเข้าหากันจนผ้าฝ้ายเนื้อบางเกิดรอยยับขึ้นทันตาก่อนจะเหวี่ยงมันไปพ้นจากสายตาเมื่อเสียง ๆ หนึ่งตะโกนดังขึ้นภายใน...
     
    ...ทรมานไม่ใช่เหรอเวลาที่นายอยู่กับเขา...แค่ไม่เห็นก็ทรมาน...แล้วนายจะทนอยู่กับความทรมานนั้นทำไม...จะทนทำไม!!! ...ทั้งที่เขาไม่ได้รู้สึกอย่างนายสักนิด...ไม่เคยรู้สึกทรมานอย่างนายสักนิด...ไม่เคยเลย!!!...
     
    “จะกลับแล้วเหรอคะ ทำไมรีบกลับหรือว่ามานานแล้วคะ...” แม่บ้านทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันทีที่อีกฝ่ายชะลอรถพร้อมกับเลื่อนกระจกลงทักทายเช่นทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบหน้ากัน...
     
    “โชคดีจังครับที่เจอป้า...” Tetsu ส่งยิ้มตอบกลับไปโดยเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามพลางหันไปคว้าถุงของฝากซึ่งบรรจุของทานเล่นขึ้นชื่อของ Osaka จากเบาะรถด้านข้างมายื่นส่งให้แม้ฝ่ายนั้นจะบอกปัดอย่างเกรงใจแต่เขาก็ยังรวบมือเธอบังคับให้ยอมรับของฝากไปจนได้
     
    “ขอบคุณมากนะคะ...” กล่าวขอบคุณพลางเพ่งมองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างพิจารณาเพราะสัมผัสจากฝ่ามือที่ชื้นเย็นเมื่อครู่ทำให้รู้สึกเหมือนคนตรงหน้ากำลังไม่สบาย... “ไม่สบายหรือเปล่าคะ หน้าซีด ๆ มือก็เย็น...”
     
    “คง...เพราะอากาศน่ะครับ...ผมไปนะครับ...” Tetsu บอกลาอีกครั้งอย่างรวดเร็วก่อนจะเคลื่อนรถผ่านประตูรั้วออกไปช้า ๆ บังคับตัวเองอย่างยากลำบากไม่ให้หันหลังกลับไปมอง...ขอบตาร้อนผ่าวหากจนแล้วจนรอดก็ไม่มีน้ำตาไหลรินออกมา... ภาพทิวทัศน์สองข้างทางที่รถแล่นผ่านเห็นเป็นเพียงสีสันแต่งแต้มโดยไม่เห็นว่ามีรูปร่างเช่นใด...
     
    ....ปี๊นนน!!!!....เอี๊ยดดดด!!!....
     
    เสียงบีบแตรยาวตามด้วยเสียงเหยียบห้ามล้อบดครูดกับถนนจนได้กลิ่นยางไหม้คละคลุ้ง...
     
    “ไอ้บ้า!!!!...ขับรถดูทางบ้างสิโว้ย!!! อยากตายมากรึไง!!!”
     
    เสียงด่าทอยังคงดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท... ดวงตากลมโตเบิกค้างมองต้นไม้ใหญ่ข้างทางซึ่งอยู่ห่างจากตัวรถไม่ถึงครึ่งฟุตอย่างตกตะลึง... ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือแผดก้องมาจากพรมรองเท้าที่พื้นเบื
    ้องล่างจากแรงเหวี่ยงของรถจากการเบรกในระยะกระชั้นชิดเมื่อครู่
     
    ... มือถือเครื่องเล็กส่งเสียงเรียกอยู่ในมือบางสั่นระริกอยู่อีกเป็นครู่กว่าเจ้าของร่างจะบังคับให้นิ้วมือของตนเองเริ่มต้นทำงานได้อีกครั้ง...
     
    “M..Moshi Moshi”
     
    “เอ่อ Tetsu-san เป็นอะไรหรือเปล่าครับ...” เสียงถามมาจากปลายสายอย่างร้อนรนเพราะน้ำเสียงที่ได้ยินรวมกับระยะเวลาที่รอสาย...
     
    “ปะ...เปล่า...ไม่ได้เป็นอะไร...” Tetsu สูดลมหายใจเข้าอีกครั้งเพื่อบังคับเสียงไม่ให้สั่น... “มีเรื่องอะไรรึเปล่า...กำลังขับรถอยู่...”
     
    “อ้าว...เอ่อ...นั่นออกมาจากบ้านแล้วเหรอครับ” น้ำเสียงแสดงความตกใจ... “คือจะโทรมาบอกเรื่องที่นัดไว้น่ะครับ...คิดว่าอาจจะเลื่อนได้ เอาให้เลยวันพักของคุณไปก่อน...จะดีกว่ามั้ยครับ...”
     
    “ไม่ต้องเลื่อน...ผมกำลังจะไปเดี๋ยวนี้...ไม่เกิน 20 นาที...” มือบางกดปุ่มปิดสายลงทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ถามไถ่หรือเสนอความคิดอะไรอีก...ก่อนเสียงเครื่องยนต์จะดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มเยาะ ๆ ผุดขึ้นที่ริมฝีปากด้วยความสมเพชความรู้สึกหมดอาลัยของตัวเองเมื่อไม่ถึงครึ่งนาทีก่อน...
     
    ...นายลืมสิ่งที่จะไม่มีวันทรยศต่อนายได้ยังไง Tetsuya...สิ่งเดียวที่จะไม่มีวันทรยศต่อนาย...สายรุ้งเส้นนั้น!!!
     
    <<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>
    Hyde กุมโทรศัพท์มือถือเอาไว้ในมือแน่นเดินเลี่ยงออกไปจากห้องนอนอย่างแผ่วเบา...ดวงตากลมโตเหลือบมองไปยังร่างที่หลับใหลอยู่บนเตียงตลอดเวลา...จนมาหยุดยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่น...ลมหายใจถูกระบายออกมาอย่างแรงลังเลเหลือเกินที่จะรับโทรศัพท์ในมือ
     
    “Moshi Moshi” ในที่สุด Hyde ก็ตัดสินใจที่จะรับโทรศัพท์ไม่ว่าอีกฝ่ายจะโทรมาด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
     
    “นึกว่านายจะไม่ยอมรับโทรศัพท์ของฉันซะแล้ว” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะตอบกลับมาทันทีที่ได้ยินเสียงปลายสายตอบกลับมา
     
    “มีธุระอะไรรึเปล่า ?” Hyde ถามกลับโดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายพูดคุยอะไรเยิ่นเย้อ
     
    “ฉันกลายเป็นคนที่ต้องมีธุระเท่านั้นถึงจะโทรหานายได้แล้วเหรอ ?”
     
    “Kiyoharu !!” Hyde เสียงดังขึ้นเมื่อปลายสายยังคงยียวนไม่ยอมเข้าเรื่อง
     
    “OK…ใจเย็น ๆ เจ้าชายของนายไม่อยู่เหรอ ?”
     
    “อยู่ !! ถ้านายจะโทรมาถามเรื่องแค่นี้...ก็จะบอกให้รู้เอาไว้ว่าฉันกับ J เรายังเหมือนเดิม” ร่างเล็กตอบกลับไปอย่างฉุนเฉียวถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะคิดว่า Kiyoharu เป็นเพื่อนเหมือนเดิม...แต่ถ้าอีกฝ่ายยังตอแยไม่เลิก... เขาก็เลือกที่จะรักษาความสุขของตนเองเอาไว้มากกว่าจะรักษาสัมพันธ์กับคนที่จ้องจะทำลายมัน
     
    “หมอนั่นก็เข้าใจอะไรง่ายเหมือนกันนะ”
     
    “ถ้าไม่มีอะไรมากกว่านี้...ฉันจะวางสายแล้วนะ...” Hyde ยื่นคำขาดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีธุระอะไรสำคัญ
     
    “เดี๋ยว ๆ ขอโทษที...แค่แกล้งนายเล่นเท่านั้นน่ะ...อย่าโกรธเลยนะ”
     
    “แล้วมีธุระอะไรล่ะ ?”
     
    “ออกมาเจอฉันหน่อยได้มั้ย ?”
     
    คำขอร้องของเพื่อนพร้อมกับโทรศัพท์ที่ถูกปิดลง...ใบหน้าเรียวสวยเต็มไปด้วยความลำบากใจก่อนจะระบายลมหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยล้า...สิ่งที่ Kiyoharu ร้องขอไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากแต่เพราะความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะหวนกลับมา
     
    ...เขาไม่แน่ใจว่ามันจะเปราะบางหรือแข็งแกร่งมากแค่ไหน ? ถึงแม้ต่างฝ่ายต่างสัญญาที่จะมั่นคงต่อความรู้สึก...แต่หากมีความเคลือบแคลงสงสัยเกิดขึ้นมาอีก...มันอาจเป็นชนวนไปสู่ความร้าวฉานในอนาคตก็เป็นได้
     
    Hyde เดินกลับไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้างชายหนุ่มบนเตียงอย่างแผ่วเบา...ฝ่ามือบางเอื้อมเข้าไปลูบไล้เส้นผมสีทองอย่างอ่อนโยนก่อนจะมอบจุมพิตเบา ๆ ให้ที่หน้าผาก
     
    ... ร่างข้างใต้นิ่งเงียบไม่ไหวติงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นสัญญาณของการดำดิ่งเข้าสู่นิทรารมย์แสนหวานไปแล้ว
    ร่างเล็กเอื้อมมือไปปิดโคมไฟที่หัวเตียงพร้อมกับยันกายลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปด้านนอก...ฉวยเอาเสื้อโค้ทตัวใหญ่ของ J ติดตัวไปด้วย
     
    .... ทันทีที่เปิดประตูหน้าบ้านพักสายลมหนาวแหลมคมประดุจหอบหิ้วเข็มนับพันเล่มมาด้วยเสียดสีเข้าที่ข้างแก้มเย็นเยียบจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง...Hyde สวมเสื้อโค้ทของชายหนุ่มทับลงบนร่างก่อนจะโอบกอดตนเองเอาไว้แนบแน่น
     
    ... กลิ่นกายและไออุ่นของอีกฝ่ายอบอวลอยู่รอบกายราวกับจะช่วยประคับประคองไม่ให้ลมหนาวหรือสิ่งอื่นใดพัดผ่านเข้ามากระทบทั้งร่างกายและจิตใจ...
     
    …Hyde แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรีที่ปราศจากดวงจันทร์ ท้องนภายามราตรีที่ไร้ซึ่งแสงสว่างแม้แต่จุดเดียวห้อยต่ำหนักอึ้งแยกไม่ออกว่าแจ่มใสหรือขุ่นมัว หากแต่ที่มืดมิดที่สุดยังไม่ใช่ท้องฟ้าหากแต่เป็นเส้นทางที่ตนกำลังจะก้าวไป
     
    ... เสียงเปิดและปิดประตูของบ้านพักดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรีที่กำลังโอบล้อมอยู่รอบกาย...ร่างเล็กสาวเท้าออกเดินห่างไปจากบ้านพักช้า ๆ โดยไม่ได้เฉลียวใจว่า
     
    ...ดวงตาเรียวรีที่ตนเองคิดว่าจะไม่เปิดขึ้นมาอีกแล้วในค่ำคืนนี้...กลับกำลังเปิดขึ้นช้า ๆ ทันทีที่เสียงปิดประตูบ้านพักแว่วมาให้ได้ยิน...ดวงตาคู่นั้นนิ่งค้างเหม่อมองเพดานที่มืดสนิท...ด้วยความรู้สึกไม่มั่นคง...ที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในจิตใจอย่างเงียบเชียบ...
     
    <<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>
    “Kiyoharu…” Hyde ส่งเสียงเรียกชื่อเพื่อนเมื่อเห็นเงาร่างที่กำลังยืนหันหลังให้เขาในสถานที่ที่พวกเขาพูดคุยกันเมื่อตอนเช้าของวัน ....ร่างสูงหันมาตามเสียงเรียกช้า ๆ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนที่เขากำลังรอคอย
     
    “นายมีธุระอะไร ?” ร่างเล็กถามถึงธุระของอีกฝ่ายขณะที่สาวเท้าเดินเข้าไปใกล้เรื่อย ๆ ไม่อยากประวิงเวลาให้ยืดยาวออกไปแม้แต่เพียงน้อยนิด
     
    ...Kiyoharu อมยิ้มมุมปากอย่างนึกขำกับท่าทีของคนที่เคยเรียกได้เต็มปากว่าเพื่อนสนิท...แต่หลังจากเหตุการณ์เมื่อเช้าทุกอย่างดูจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง...ถ้าเป็นไปได้ Hyde คงแทบไม่อยากเสวนากับเขาตามลำพังอีกแล้ว
     
    “รีบขนาดนั้นเลยเหรอ ?...หมอนั่นกำหนดเวลาให้นายกี่นาทีกันแน่...ถึงต้องรีบร้อนขนาดนี้” Kiyoharu สวนกลับคำพูดของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเสียใจเล็ก ๆ กับท่าทีเหินห่างของเพื่อนสนิท
     
    “J ไม่ได้กำหนดเวลา...เขาไม่รู้เรื่องที่ฉันจะออกมาหานายด้วยซ้ำ...แต่ฉันอยากกลับไปก่อนที่เขาจะตื่น”
     
    “หมอนั่นหลับแล้ว ?”
     
    “ใช่...”
     
    “เฮ้ออออ...” เสียงถอนหายใจยาวของพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิด...ในสมองของ Kiyoharu กำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่เข้าใจ
     
    “หมอนั่นหลับไปก่อน...โดยปล่อยให้นายยังตื่นอยู่...หมอนั่นไว้ใจนายหรือไม่สนใจนายกันแน่…” ชายหนุ่มเบื้องหน้ายังคงพูดจายั่วยุเหมือนกับกำลังทดสอบความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ว่าความหนักแน่นมั่นคงที่ต่างฝ่ายต่างมีให้กัน... เป็นเพียงฉากสวยหรูที่พยายามสร้างขึ้นมาปกปิดความเปราะบางที่เริ่มร้าวฉานของทั้งคู่กันแน่
     
    ...ทันทีที่ได้ยินคำพูดกระทบกระเทียบความสัมพันธ์ของตน...ฝ่ามือบางที่ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวหนาชื้นเหงื่อขึ้นมาเล็กน้อย ร่างเล็กกำมือเอาไว้แนบแน่น
     
    ... เมื่อรู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายกำลังสร้างความหวาดหวั่นให้ก่อตัวขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจ...ท่าทางของ J ที่ยอมคืนดีกับเขาอย่างง่ายดายจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงเพื่อตัดความรำคาญใจของชายหนุ่มเองรึเปล่า ? Hyde หลับตากัดริมฝีปากแน่นเพื่อเรียกสติและความไว้เนื้อเชื่อใจให้กลับคืนมา
     
    ...ดวงตากลมโตเปิดขึ้นจ้องมองไปยัง Kiyoharu ด้วยแววตามั่นคงและเปิดเผยปราศจากความกังวลใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นเพราะคำพูดของอีกฝ่าย
     
    “J ไม่สบายไม่แปลกที่เขาจะต้องการพักผ่อน...แล้วฉันก็ไม่อยากเอาเรื่องอะไรไปทำให้เขาไม่สบายใจอีก” Hyde เน้นหนักในน้ำเสียงเพื่อแสดงให้ Kiyoharu เห็นว่าตนเองไม่ใส่ใจในคำพูดเชิงร้าวฉานที่อีกฝ่ายพยายามสร้างให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเขา
     
    “หึ...” Kiyoharu หัวเราะเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อยก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ
     
    “ขอโทษที...อย่าใส่ใจกับคำพูดของฉันเลยนะ....ที่เรียกนายออกมาก็แค่อยากเห็นว่านายยังสบายดี...เพราะพรุ่งนี้เช้าฉันก็จะกลับไปโตเกียวแล้ว...เลยอยากรู้ว่านายกำลังมีความสุขมากแค่ไหน ?” Kiyoharu เอ่ยขึ้นพร้อมกับสาวเท้าเดินช้า ๆ ออกไปเบื้องหน้าก่อนจะหันมาเชื้อเชิญให้ Hyde เดินเป็นเพื่อนตน
     
    “ฉันมีความสุขดี...ขอบคุณที่เป็นห่วง” ร่างเล็กตอบรับเบา ๆ ขณะที่เดินอยู่เคียงข้างอีกฝ่าย
     
    ...ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินเล็ก ๆ ที่โรยด้วยก้อนกรวดสีขาว... แสงจากโคมไฟทรงกลมที่มีอยู่ตลอดทางทำให้เส้นทางเบื้องหน้าไม่มืดมิดแม้ในยามราตรีที่ไร้ซึ่งแสงใด ๆ ในค่ำคืนนี้
     
    ... เส้นทางคดเคี้ยวของถนนก้อนกรวดดูมีมนต์ขลังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกราวกับที่สุดของปลายสายที่ถนนนี้ทอดยาวไปมีบางสิ่งบางอย่างซุกซ่อนอยู่...
     
    “นี่...” Kiyoharu ส่งเสียงทักขึ้นทำลายความเงียบที่กำลังรายล้อมอยู่รอบตัวของทั้งสอง
     
    “หืมม์”
     
    “สมมติว่าถ้าฉันแย่งนายมาได้สำเร็จ...นายคิดว่าหมอนั่นจะมาแย่งนายกลับไปมั้ย ?” คำถามตรงไปตรงมาของ Kiyoharu ทำให้ Hyde นิ่งค้างไปเล็กน้อย...ก่อนจะเงยหน้าขบคิดเพื่อเดาคำตอบของสิ่งที่เพื่อนกำลังถาม
     
    “อืมม...คงไม่มั้ง…” ร่างเล็กครุ่นคิดเพียงเล็กน้อยแถมยังตอบกลับไปเหมือนไม่ค่อยแน่ใจ...เพราะเมื่อย้อนคิดไปถึงการกระทำที่ผ่านมาของ J
     
    ...แรก ๆ อาจดูเหมือนว่าชายหนุ่มผมทองดื้อดึงอยากจะทำทุกวิถีทางที่จะเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้...แต่พอทุกอย่างเดินทางมาถึงจุด ๆ หนึ่ง J กลับยอมปล่อยมือจากเขาไปง่าย ๆ แถมยังทำมาแล้วถึง 2 ครั้ง...
     
    “ฉันก็ว่างั้น…” Kiyoharu แค่นเสียงตอบรับ...เมื่อพอจะเดาคำตอบกับท่าทางของ J ออกมาเหมือนกับคำตอบของ Hyde…แต่แล้วน้ำเสียงจริงจังของ Kiyoharu ก็ย้อนถามกลับไปอีกครั้ง
     
    “หมายความว่าไง ? เพราะหมอนั่นไม่ได้ต้องการจริง ๆ เหรอ ? ถึงไม่มีนายหมอนั่นก็ยังอยู่ได้สบาย ๆ งั้นเหรอ ?”
     
    ...แต่คราวนี้กลับเป็นร่างเล็กที่อมยิ้มขึ้นมากับคำถามนั้นทันที...พลางสาวเท้าเดินนำหน้า Kiyoharu เพื่อเก็บเอาดอกไม้สีขาวข้างทางที่กำลังผลิบานท้าทายความเหน็บหนาวของฤดูกาล...ขึ้นมาหมุนเล่นในมือ
     
    “สบาย ๆ เหรอ ? ไม่มีทางหรอก” Hyde หันกลับมาตอบคำถามพร้อมรอยยิ้มซุกซน...ก่อนจะเริ่มอธิบายบางอย่างให้เพื่อนเข้าใจ
     
    “ถึงฉันจะบอก J ว่าจะไปเป็นคนรักของนายแล้วออกจากชีวิตเขาไปวันนี้เลยก็ตาม เขาก็ไม่ตามไปแย่งคืนอยู่ดีแหละ” ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรีเมื่อกำลังคิดถึงใบหน้าของใครบางคนที่อยู่ในหัวใจตลอดเวลา...Hyde ทิ้งช่วงการพูดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังและเต็มเปี่ยมไปด้วยความความมั่นใจ
     
    “แต่ไม่ได้อยู่อย่างสบาย ๆ หรอกนะ เพราะ J ขาดฉันไม่ได้”
     
    …คำตอบที่ได้รับทำให้ Kiyoharu นิ่งค้างไปเล็กน้อย...เมื่อรู้ตะลึงงันกับคำตอบ...คนทั้งคู่ผูกพันกันด้วยความสัมพันธ์และความรู้สึกแบบไหนกันแน่...
     
    “มั่นใจจริงนะ แค่ได้ยินฉันยังอายเลย” Kiyoharu อมยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับสิ่งที่ออกมาจากปากร่างเล็ก...ความมั่นใจในคำพูดของตนเองของ Hyde ราวกับจะสื่อไปถึงความมั่นคงของจิตใจที่เจ้าตัวคงกำลังตอกย้ำให้เขารับรู้
     
    “ไม่ใช่...” Hyde ปฏิเสธกับความคิดของเพื่อน... พลางก้มหน้าลงมองทางเดินเท้าที่เต็มไปด้วยก้อนกรวดพลางคิดคำนึงไปถึงชายหนุ่มผมทองแล้วพูดต่อ
     
    “จริง ๆ แล้ว J เป็นคนน่าสงสารนะ…เขามักจะเก็บเอาอะไรไปครุ่นคิดอยู่คนเดียว...น้อยครั้งที่จะแสดงออกให้เห็นถึงความปวดร้าวหรือความไม่สบายใจ....เขาเลือกที่จะซุกซ่อนความทรมานเอาไว้เพียงลำพัง...โดยไม่ยอมให้คนรอบข้างรับรู้...เพราะเขาเป็นคนแบบนี้แหละ ฉันถึงอยากอยู่ข้าง ๆ ตลอดไป”
     
    Hyde หันกลับมามองหน้า Kiyoharu พร้อมรอยยิ้มที่ออกมาจากภายในจิตใจส่วนลึกจริง ๆ ว่าเขายินยอมอยู่เคียงข้างชายหนุ่มผมทองด้วยความเต็มใจ...อยากจะแบ่งเบาเอาความปวดร้าวที่ J พยายามซุกซ่อนมาไว้ที่ตัวเอง...แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
     
    ...ทั้งคู่เดินมาจนถึงทางแยกเบื้องหน้า...ถนนก้อนกรวดถูกแยกออกเป็นสองสาย...Hyde สาวเท้าเดินนำไปหยุดอยู่ที่ทาง ๆ หนึ่งก่อนจะหันมาหาเพื่อนรักพร้อมรอยยิ้ม....
     
    “ถ้าเป็นคนประเภทไม่ยอมฟังเหตุผลแถมตามแหลกถึงไหนถึงกันล่ะก็ ฉันหนีแน่ ๆ ไม่ต้องห่วงหรอก” ร่างเล็กหันมาส่งเสียงบอกอย่างร่าเริง...เพราะพอจะเดาความคิดเป็นห่วงของเพื่อนได้
     
    ...Kiyoharu แย้มยิ้มตอบกลับไปอย่างไม่มีสิ่งใดต้องกังวลในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่อีก...เป็นเพราะเขารักและเป็นห่วง Hyde จึงอยากถามให้แน่ใจว่าเพื่อนของเขามีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่รึเปล่า ?
     
    “ถ้างั้น...ฉันก็ขอให้นายความสุขมาก ๆ กับสิ่งที่นายเลือก...ดีใจด้วยนะที่นายได้เลือกคนที่รักและคน ๆ นั้นก็เลือกที่จะรักนายเช่นกัน...” Kiyoharu พูดในสิ่งที่วันนี้เขาพูดไม่ทันตอนที่ร่างเล็กหันหลังเดินจากไป
     
    ....เป็นความรู้สึกเข้าใจและยินดีด้วยจากใจจริง...ชายหนุ่มเดินไปหยุดเท้าที่เส้นทางอีกสาย...ก่อนจะหันมาทิ้งท้ายอะไรบางอย่าง
     
    “แต่ถ้านายไม่อยากอยู่ข้างหมอนั่นเมื่อไหร่...ก็บอกฉันนะฉันจะไปรับ” Kiyoharu ยังคงทิ้งท้ายอย่างกวนอารมณ์ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมาเมื่อเห็นใบหน้างามบูดบึ้งแถมแลบลิ้นใส่เขาอย่างกับจะบอกว่า
     
    ...วันนั้นไม่มีวันมาถึง...
     
    Hyde โบกมือลาก่อนจะหันหลังก้าวเดินไปตามเส้นทางของตนเองช้า ๆ พลางคิดทบทวนถึงเรื่องราวหลากหลายที่เกิดตลอดช่วงเกือบปีที่ผ่านมา...ทรมานอย่างแสนสาหัส...เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว...แต่ก็มีความสุขมากล้นจนไม่อาจลืมเลือนได้
     
    ...หิมะโปรยปรายลงมาเบา ๆ ขณะที่ Hyde กำลังก้าวเดิน...ร่างเล็กแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่มืดสนิท...ก่อนจะแบมือข้างนึงออกรอรับสัมผัสเย็นเยียบที่ตกลงมาจากฟากฟ้า...ครั้นพอหันหลังกลับไปมองเงาร่างของเพื่อนก็กำลังก้าวเดินไปตามเส้นทางของตนเองช้า ๆ แผ่นหลังนั้นค่อย ๆ จางหายไปกับความมืด
     
    ...เส้นทางที่เพื่อนของเขากำลังจะก้าวไปเป็นเส้นทางแบบไหนกันแน่นะ ?....
     
    Hyde หันกลับมาก้าวเดินต่อไปพลางย้อนมาขบคิดถึงเรื่องราวของ Kiyoharu เขาไม่เคยรับรู้ว่าเพื่อนคนนี้มีความรักให้เขามากเกินกว่าความเป็นเพื่อน...และเพราะเหตุการณ์ที่ได้พบเจอกันโดยบังเอิญ...ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับ J ถูกเปิดเผย
     
    ...หมอนั่นจะรู้สึกเสียใจมากน้อยแค่ไหนกันนะ ?...
     
    ร่างเล็กเหลียวกลับไปมองทางที่เพื่อนเดินไปอีกครั้ง...แต่ความมืดมิดก็กลืนกินทิวทัศน์เบื้องหน้าไปหมดสิ้นแล้ว...ถึงแม้จากจุดที่ตนเองยืนอยู่จะมองไม่เห็นเส้นทางที่เพื่อนกำลังจะก้าวไป...แต่เขาก็ยังเชื่อว่าหนทางของ Kiyoharu จะต้องมีแสงสว่างที่อบอุ่นรอคอยอยู่เช่นกัน
     
    ...Hyde อมยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยดอกไม้สีขาวในมือถูกกำเอาไว้แน่นหวังว่าตนเองจะสามารถฝ่าฟันทุก
    เรื่องราวยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความเหน็บหนาวเหมือนดอกไม้ดอกนี้... ร่างเล็กเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นจนเปลี่ยนเป็นวิ่งฝ่าหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ...ตรงไปหาแสงสว่างที่อบอุ่นของตัวเอง...
     
    ...Hyde เปิดประตูบ้านพักเข้าไปอย่างแผ่วเบา...ภายในบ้านพักถูกปิดไฟมืดสนิทก่อนเขาจะออกไป... ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมแต่ที่เปลี่ยนไปคือแสงไฟที่ลอดผ่านช่องว่างด้านล่างของประตูออกมาจากห้องนอนที่เขาทิ้งใครบางคนให้นอนอยู่เพียงลำพัง...
     
    ... J ตื่นแล้วเหรอ ?...
     
    Hyde แทบจะรู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาทันที... เมื่อไม่อาจเดาได้ว่าเบื้องหลังบานประตูจะเป็นพายุหิมะที่เย็นเยียบหรือแสงสว่างที่อบอุ่นอย่างที่เขาต้องการกันแน่...ร่างเล็กกลั้นใจปิดประตูหน้าบ้านลงช้า ๆ พลางสาวเท้าเดินไปตามเส้นทางที่มีแสงไฟนั้นลอดผ่าน...ทุกย่างก้าวกำลังสร้างความความหวาดหวั่นขึ้นมาทีละน้อย
     
    ...แกร๊ก...
     
    เสียงเปิดประตูแผ่วเบาทำให้ชายหนุ่มที่นั่งดูทีวีอยู่บนเตียงเหลือบตาขึ้นมองเล็กน้อย...ภาพร่างเล็กก้มหน้านิ่งราวกับกลัวการเผชิญหน้ากำลังก้าวเข้ามาในห้องนอนช้า ๆ
     
    “กลับมาแล้วเหรอ ?” เสียงทักทายพร้อมรอยยิ้มต้อนรับ...เรียกให้ใบหน้าเรียวสวยเงยหน้าขึ้นมอง...ความรู้สึกหวาดหวั่นลดลงไปอย่างมากมาย
     
    “กลับมาแล้ว” Hyde ร้องบอกอย่างร่าเริงพร้อมกับรีบก้าวขึ้นไปบนเตียงสวมกอดชายหนุ่มเอาไว้แนบแน่น...ใบหน้างามซุกซบอยู่ที่แผ่นอกกว้างราวกับจะเรียกร้องหาไออุ่นอย่างที่ตนเองต้องการ...วงแขนแกร่งโอบกระชับร่างเล็กตอบกลับไปพร้อมกับมอบจุมพิตเบา ๆ ให้ที่เส้นผมอย่างอ่อนโยน
     
    “ตื่นนานแล้วเหรอ ?” ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นถามเพราะเขาคิดว่า J คงจะหลับสนิทไปจนเช้า
     
    “ตั้งแต่ได้ยินเสียงโทรศัพท์” คำตอบที่ได้รับทำให้ Hyde รับรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มคงจะรู้ว่าเขาจะออกไปหาใคร ?
     
    “ล...แล้วทำไม ?”
     
    “ทำไมถึงไม่ห้ามน่ะเหรอ ?”
     
    Hyde พยักหน้ารับเบาๆ ขณะที่โอบกอดร่างชายหนุ่มแนบแน่นขึ้นไปอีก...เมื่อคำพูดของ Kiyoharu ที่ว่า “เพราะเชื่อใจหรือไม่สนใจกันแน่” กำลังวิ่งย้อนกลับเข้ามาในความคิด...
     
    “อืมมม...คงเพราะไม่อยากให้นายรู้สึกว่าโดนกักขังล่ะมั้ง ?...แล้วอีกอย่างฉันก็เชื่อว่านายจะกลับมาหาฉันเองด้วยความเต็มใจของตัวเอง” J พูดพลางลูบไล้ไปที่เส้นผมอย่างอ่อนโยน
     
    ...แต่ Hyde กลับแอบยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยขณะที่ซบหน้าอยู่กับแผ่นอกกว้างของชายหนุ่ม...พลางแอบคิดคำนึงบางอย่างขึ้นมาภายในจิตใจ
     
    ‘…J ตั้งแต่รู้ตัวว่ารักนาย...ฉันก็ไม่เคยคิดว่าตนเองถูกนายกักขัง...แต่เพราะนายเป็นแบบนี้แหละฉันถึงอยากอยู่ข้าง ๆ นาย...’
     
    ...อยู่ในกรงที่อ่อนนุ่มนี้ ข้างนายตลอดไป…
     
    <<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>
     
     
    TBC.
    April 12

    Love Punish 92

    - 92 -

    ร่างเล็กอมยิ้มให้กับความคิดของตัวเอง...แถมยังกำบิดเสื้ออีกฝ่ายเอาไว้แน่น...ด้วยความเขินอาย...จนชายหนุ่มผมทองต้องเหล่มองพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ค่อยเข้าใจกับท่าทีของ Hyde เท่าไหร่...ทั้งสองคนตระกองกอดกันอยู่บนเตียงเนิ่นนาน...จนในที่สุด J ก็ตัดสินใจที่จะเอ่ยถามถึงเรื่องราวที่เป็นสาเหตุทำให้เขาคิดมากเรื่องของ Hyde
     
    “นี่...”
     
    “หืมม์”
     
    “ตอนนี้นายมีเรื่องอะไรกลุ้มใจอยู่รึเปล่า ?” คำถามที่ได้ยินทำให้ร่างเล็กต้องเงยหน้ามองสบตากับชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ...ก่อนจะหลุบตาลงต่ำพร้อมกับเบียดร่างเข้าหาแผ่นอกกว้างมากกว่าเดิม
     
    “ก็เรื่องของนาย...กลัวนายจะโกรธจนไม่ยอมคืนดี...กลัวว่าเราจะกลับไปเป็นเหมือนตอนนั้น” Hyde เอ่ยตอบเสียงแผ่วเบาฝ่ามือบางที่เกาะกุมเสื้อชายหนุ่มเอาไว้สั่นระริกขึ้นเล็กน้อยพลางโอบกอดร่างสูงใหญ่แนบแน่นขึ้น
     
    ...เมื่อรู้สึกว่าน้ำตาพาลจะไหล...ทันทีที่ย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อวันนั้นวันที่ J ทอดทิ้งเขาไป...ซ้ำร้ายมันยังเกิดขึ้นมาถึง 2 ครั้ง....กลัวเหลือเกินว่ามันจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 3
     
    J กระชับอ้อมกอดตอบรับความรู้สึกของร่างเล็กที่ถ่ายทอดมาสู่ตัวเขา...ราวกับยืนยันว่าเขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นมาอีก...ริมฝีปากได้รูปมอบจุมพิตแผ่วเบาให้ที่หน้าผากมนอย่างอ่อนโยน
     
    “แล้วในอนาคตนายอยากทำอะไร ?” J ถามคำถามในสิ่งที่อยากรู้ขึ้นมาอีก...ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเขาไม่เคยได้สนใจกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้...แต่มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักกันสมควรจะได้รับรู้เอาไว้...ที่สำคัญไม่อยากให้ใครมาบอกว่ารู้จัก Hyde ดีกว่าเขา ร่างเล็กเงยหน้ามองอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ...ว่า J จะอยากรู้เรื่องราวพวกนี้ไปทำไม
     
    “ก็อยากทำเพลงต่อไปเรื่อย ๆ แล้วก็....” Hyde ก้มหน้าซุกกับแผ่นอกกว้างอย่างเขินอาย...ก่อนจะพูดอุบอิบในประโยคต่อไป
     
    “อยากอยู่กับนาย” J ยิ้มกว้างออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำตอบว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ได้อยู่ในอนาคตที่อีกฝ่ายวางเอาไว้
     
    “แล้วมีความฝันอะไรบ้างมั้ย ?”
     
    “ก็ฝันอยากอยู่กับนายตลอดไป...ให้เรารักกันไปนาน ๆ”
     
    “แล้วครอบครัว ?”
     
    “นายก็เป็นเหมือนครอบครัวของฉันไง”
     
    “เรื่องที่อยากทำต่อไปล่ะ ?”
     
    “นี่ !! ทำไมฉันต้องมานั่งตอบคำถามนายด้วยนะ !!” Hyde โวยวายขึ้นมาบ้าง...เมื่อโดนตั้งคำถามไม่รู้จักจบสิ้นเสียที...ใบหน้างามเริ่มส่อแววไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย...แทนที่จะได้ทำอย่างอื่น J กลับมานั่งถามคำถามเหมือนพวกพิธีกรรายการทีวีไปได้
     
    “ตอบก่อนสิ...เรื่องสำคัญสำหรับฉันเลยนะ” J ว่าเสียงอ่อนพลางโอบไหล่บางให้เข้ามาเอนซบอยู่ในอ้อมกอดอีกครั้ง
     
    “อยากทำทุกอย่างร่วมกับนาย...แค่มีนายอยู่...ไม่ว่าอะไรฉันก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันยากลำบาก” Hyde ยอมตอบคำถามแต่โดยดี....ไม่ว่าเรื่องราวใดขอเพียงได้ฝ่าฟันไปพร้อมคน ๆ นี้...เขาก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับมัน ทุกคำตอบที่ได้รับ...ยิ่งทำให้หัวอิ่มเอม พองโต ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก...เหมือนความสุขมันเอ่อล้นอยู่เต็มหัวใจ...เมื่อตนเองอยู่ในทุกเสี้ยวความคิดคำนึงของ Hyde
     
    ...แล้วทำไมเขาต้องไปอิจฉาคนที่ทำได้เพียงรับฟังมันเอาไว้...แต่ไม่ได้อยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความคิดเหล่านั้น...
     
    “แล้วทำไมฉันถึงอยู่ในความคิดนายเยอะจัง” J เอ่ยแซวออกมาเล่น ๆ อย่างนึกสนุกแต่ร่างเล็กกลับผละออกจากอ้อมกอดแถมยังจ้องหน้าชายหนุ่มไม่วางตา...ก่อนจะโวยวายอะไรขึ้นมาทันที
     
    “ก็ฉันคิด ๆๆๆๆ ....คิดถึง....แต่เรื่องของนาย.....คิดจนจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว !!!....แล้วนายน่ะคิดถึงฉันบ้างรึเปล่า ?” Hyde โผกลับเข้าไปหาอ้อมกอดนั้นอีกครั้ง...เมื่อเห็นรอยยิ้มกวนอารมณ์ที่มุมปากของอีกฝ่าย...ฝ่ามือบางฟาดผัวะไปที่แผ่นอกกว้างนั้นเบา ๆ พลางเบียดศีรษะแนบชิดกับตำแหน่งหัวใจของชายหนุ่ม...ราวกับจะแอบฟังว่าทุกจังหวะการเต้นของหัวใจมีเขาอยู่ในนั้นรึเปล่า ?
     
    “ก็เพราะคิดแต่เรื่องของนายเหมือนกันไง....ฉันถึงได้คิดมากเรื่องคราวนี้...คิดไปว่าฉันไม่ใช่คนสำคัญที่สุดของนาย...”
    คำตอบที่ได้ยินทำให้ Hyde ต้องผละออกมาจากอ้อมกอด...ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ...อะไรที่ทำให้ J มีความคิดแบบนั้น
     
    “ทำไม ? นายถึงคิดว่าตัวเองไม่สำคัญ”
     
    “ก็เพราะ...ฉันไม่เคยได้รับรู้ความคิดของนาย...แล้วพอมาได้ยินว่ามีคนที่รู้ในเรื่องที่ฉันควรจะรู้...แถมคน ๆ นั้นก็ยังรักนาย...ในเมื่อนายมีคนที่สามารถปรึกษาพูดคุยได้ทุกเรื่อง...ฉันก็เลยคิดว่าฉันคงไม่มีความจำเป็นกับนายแล้ว”
     
    J ตอบทุกอย่างออกไปตามความจริงไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องปิดบังหรือเก็บกดความรู้สึกของตนเองเอาไว้... เพราะหากเราสองคนได้พูดคุยกันเรื่องราวคงไม่บานปลายจนทุกอย่างที่สร้างกันมาเกือบสูญสลายแบบนี้
     
    “ขอโทษ....ฉันผิดเอง” Hyde เอ่ยคำขอโทษออกมาเบา ๆ พร้อมกับเข้าไปโอบกอดร่างอีกฝ่ายเอาไว้แนบแน่น...เพราะเขาไม่เคยคิดว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คิดเอาเองว่าไม่จำเป็นต้องบอก...มันจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักกัน
     
    “อย่าโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองฝ่ายเดียว...ถ้าฉันหนักแน่นมากกว่านี้...เรื่องเลวร้ายมันก็คงไม่เกิดขึ้นหรอก”
     
    “นายจำเป็นกับฉันแล้วก็สำคัญมากกว่าใคร ๆ อย่าคิดอีกนะว่านายไม่จำเป็นสำหรับฉันหรือคิดเอาเองว่าฉันไม่ต้องการนายน่ะ” Hyde เงยหน้าจ้องมองสบตาอย่างต้องการคำสัญญา...J อมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย...ก่อนจะก้มลงแนบริมฝีปากผ่าวร้อนกับกลีบปากบางเป็นเครื่องหมายของคำสัญญา
     
    “ฉันสัญญา Hyde…แต่เรื่องนึงที่ฉันอยากให้นายสัญญากับฉันเหมือนกัน” J เอ่ยปากตอกย้ำคำสัญญาหลังจากที่ผละริมฝีปากออกมา...ก่อนจะยื่นคำสัญญาให้อีกฝ่ายรักษาบ้าง
     
    “อะไรล่ะ ?”
     
    “ถ้าวันไหน...นายคิดว่าฉันไม่จำเป็นแล้ว...ฉันไม่มีความสำคัญกับนายอีกแล้ว...ขอให้นายพูดมันออกมาตรง ๆ ได้มั้ย ?...อย่าให้ฉันต้องคิดไปเอง...เพราะช่วงเวลาที่ฉันคิดว่าทุกอย่างกำลังจะจบ...นายไม่รู้หรอกว่ามันทรมานขนาดไหน ?”
    J เอ่ยเสียงแหบพร่า...ดวงตาเรียวรีเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย...เมื่อย้อนคิดไปถึงช่วงเวลาที่เขาอยู่รอให้ Hyde กลับมาเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ว่ามันจะจบลงหรือคงอยู่ต่อไป...มันช่างเป็นเวลาที่ทรมานจนเขาแทบทนไม่ไหว
     
    ...ทรมานแทบขาดใจ...
     
    Hyde นิ่งค้างกับคำพูดของชายหนุ่ม...ช่วงเวลาที่เขามัวแต่คิดเรื่องของตัวเอง...เขาปล่อยให้ J ทุกข์ทรมานกับความรู้สึกนั้นมากมายแค่ไหน ? ร่างเล็กที่ฟุบหน้านิ่งอยู่กับแผ่นอกกว้างพยักหน้ารับต่อคำสัญญานั้นเบา ๆ
     
    “แต่วันนั้นจะไม่มีวันมาถึง” Hyde เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ... รอยยิ้มกว้างและวงแขนแกร่งที่โอบกระชับร่างเล็กแนบแน่นราวกับจะตอบรับว่าตนเองก็จะไม่ยอมให้วันนั้นมาถึงเช่นกัน... ทั้งสองคนอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันเนิ่นนานท่ามกลางความหนาวเหน็บของอุณหภูมิภายนอก
    ...ความเงียบสงัดจากทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายราวกับว่าโลกทั้งโลกเหลือเพียงพวกเขาสองคน
     
    ...โลกที่มีเพียงแค่เรา...
     
    ....~~ จ๊อกกก ~~…
     
    เสียงประหลาดที่ดังขึ้นมาทำลายความเงียบงันที่ทั้งคู่กำลังด่ำดิ่งสู่โลกที่มีเพียงกันและกัน... ความโรแมนติกถูกทำลายขึ้นมากะทันหันเมื่อใครคนหนึ่งทนต่อความต้องการอันดับหนึ่งของมนุษย์ไม่ไหว
     
    “ J !!” Hyde แกล้งโวยออกมาทันทีเมื่อบรรยากาศแสนหวานถูกทำลาย...ร่างเล็กผละออกจากอ้อมกอด...ก่อนจะแกล้งทำหน้ามุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
     
    “ขอโทษ ๆๆ...พอดีไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อเช้าน่ะนะ...โอ๊ยย !!...” เสียงร้องออกมาเบา ๆ ทันทีที่ชายหนุ่มขยับกาย...ทำให้ Hyde ต้องหันกลับมามองอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วง...เพราะดูเหมือนเขาจะลืมเลือนไปแล้วว่า J กำลังไม่สบาย
     
    “เป็นอะไรรึเปล่า ?!!”
     
    “เปล่า ๆ...” J ปฏิเสธพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ...”แค่เมื่อยแล้วเหน็บมันกิน...นายตัวหนักขึ้นรึเปล่า ?” ชายหนุ่มกระเซ้าแหย่ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเหยียดแขนทั้งสองข้างออกช้า ๆ
     
    “นายหาว่าฉันอ้วนเหรอ !!?” Hyde ร้องถามเสียงสูง...ดวงตากลมโตเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินคำถามเรื่องน้ำหนัก
     
    “ไม่ได้ว่าอย่างนั้น....แต่ตอนที่หลับอยู่ฉันก็รู้สึกว่ามันมีอะไรที่หนักมากมาทับเอาไว้...คิดว่าต้องตายซะแล้ว…พอรู้สึกตัวถึงรู้ว่าเป็นนายนี่เองที่มาทับฉันเอาไว้” J ยังคงแซวเรื่องนี้ไม่เลิก...รอยยิ้มกวน ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก...เมื่อเริ่มสังเกตได้ว่าดวงตากลมโตนั้นเบิกกว้างขึ้นมาอีกครั้ง...ริมฝีปากบางสวยเตรียมขยับจะโวยอะไรออกมาอีกรอบ...แต่มันก็ถูกปิดสนิทเอาไว้ก่อนด้วยริมฝีปากของชายหนุ่ม
     
    “อื้ออ !!!” Hyde เตรียมที่จะใช้สองมือรัวทุบไปที่ไหล่หนาของอีกฝ่าย...ถ้าไม่ใช่เพราะ J รู้ทันจึงรีบผละริมฝีปากออกห่างพร้อมกับรวบเอาข้อมือบางนั้นเอาไว้ได้ทัน
     
    “นี่ฉันเป็นคนป่วยนะ...มาทำร้ายร่างกายกันอย่างนี้ได้ยังไง ?”
     
    “ก็ให้มันตายไปเลย !!” Hyde แกล้งโวยเสียงลั่นพร้อมกับบิดข้อมือหมายจะให้หลุดจากการจับกุม
     
    “ฉันตายแล้วนายไม่เสียใจเหรอ ?” น้ำเสียงนุ่มนวลที่ถามกลับมาเหมือนจะแกล้งยั่วอารมณ์...
     
    “หึ!!” ร่างเล็กสะบัดหน้าพรืดทำท่าเหมือนไม่อยากสนใจ...จน J ต้องยอมง้อแต่โดยดี...ค่อย ๆ โอบร่างเล็กเข้ามากอดเอาไว้หลวม ๆ
     
    “นี่...ฉันหิวมากเลยน้า ~~...”
     
    “จะกินอะไร?!!!” น้ำเสียงกระแทกกระทั้นถามกลับมาทันที
     
    “ได้ข้าวต้มร้อน ๆ สักชาม...ก็คงดี”
     
    ... หลังจากสั่งความถึงสิ่งที่ตนเองต้องการเรียบร้อยชายหนุ่มผมทองก็เอนร่างลงบนเตียงนอนอย่างมีความสุข...รอเวลาที่ข้าวต้มร้อน ๆ จะมาเสิร์ฟถึงที่พร้อมกับป้อนให้ถึงปาก...อาการไข้ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย...ถ้าได้พักผ่อนเต็มที่อีกสักคืนคาดว่าพรุ่งนี้ก็คงจะหายสนิท...
     
    “เสร็จแล้วเหรอ ?” J ผงกศีรษะขึ้นมาจากหมอนเมื่อเห็นว่า Hyde เพิ่งออกไปได้ไม่ถึง 5 นาทีก็กลับเข้ามาแล้ว
     
    “ที่นี่มันบ้านพักของรีสอร์ทนะ...แล้วเมื่อวานที่เราไปเที่ยวในเมืองกันก็ไม่ได้ซื้อของสดหรืออาหารอะไรกลับมา...แล้วจะเอาอะไรทำล่ะ ? ฉันเลยออกไปโทรสั่ง....เดี๋ยวก็คงมาส่ง” Hyde อธิบายเพราะตอนแรกเขาก็ตั้งใจว่าจะลงมือทำข้าวต้มร้อน ๆ ให้ J กินเอง...แต่พอสำรวจไปทั่วครัวที่ว่างเปล่า...ก็เลยต้องตัดสินใจโทรสั่งบริการรูมเซอร์วิสของรีสอร์ทแทน...
     
    ...ร่างเล็กเลื่อนเก้าอี้มานั่งที่ข้างเตียง...ก่อนที่จะเริ่มทำหน้าที่ตรวจดูอาการป่วยของชายหนุ่ม...ฝ่ามือบางวางแนบลงบนหน้าผากของ J โดยที่มืออีกข้างแนบสัมผัสกับหน้าผากตนเองเพื่อวัดอุณหภูมิ...
     
    “นายป่วยตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” Hyde ย้อนถามถึงเรื่องที่สงสัยเกี่ยวกับอาการป่วยของอีกฝ่าย...ทั้ง ๆ ที่พวกเขาแทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลาตั้งแต่มาถึงที่นี่...แต่ชายหนุ่มกลับไม่แสดงอาการผิดปกติอะไรให้เขาสังเกตได้แม้แต่น้อย
     
    ...หรือเพราะว่าตัวเขาไม่ได้เฉลียวใจเองกันแน่
     
    “เช้าวันที่ไปเล่นสกี...ฉันก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้วน่ะนะ”
     
    “แล้วทำไมนายไม่รีบบอก!!” Hyde แทบจะตะโกนเมื่อจำได้ว่าเขาปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งรออยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บนานแค่ไหนแถมยังแกล้งชายหนุ่มเล่นด้วยการให้กลิ้งไปตามพื้นหิมะที่เย็นเยียบ...
     
    “ฉันแค่อยากไม่ให้นายหมดสนุก...อีกอย่างเรากำลังมีความสุขมากขนาดนั้น...ฉันก็เลย...”
     
    “บ้ารึเปล่า ?!! ถ้านายเป็นอะไรร้ายแรงฉันจะยังมีความสุขได้ยังไง ?!!” Hyde ต่อว่าชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง
     
    “ใจเย็นน่า...ฉันไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงซะหน่อย”
     
    “ก็แล้วถ้าเป็นล่ะ !!”
     
    “ก็บอกว่าไม่เป็นไง”
     
    “แล้วถ้าเป็น !!”
     
    “ไม่เป็น...”
     
    “เป็น !!”
     
    “ไม่เป็น!!”
     
    ...ก๊อก...ก๊อก...
     
    เสียงทุ่มเถียงกันของคนทั้งคู่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูจากภายนอก...ตามมาด้วยเสียงร้องบอกว่าเป็นรูมเซอร์วิส...Hyde จึงได้ละความสนใจจาก J หันไปตามเสียงเรียกที่แว่วมาจากด้านนอก
     
    “อาหารคงมาส่งแล้ว” J เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มก่อนจะส่งสัญญาณให้ Hyde เป็นคนออกไปเอา... ร่างเล็กหันมาย่นจมูกใส่เมื่อยังอารมณ์ค้างกับเรื่องที่ทุ่มเถียงกันเมื่อครู่ไม่หาย
    ...แต่ก็ผุดลุกไปที่ประตูหน้าบ้านพักแต่โดยดี
     
    ...รออยู่เพียงไม่นานร่างเล็กพร้อมกับถาดอาหารก็เดินกลับเข้ามาภายในห้องนอนอีกครั้ง...Hyde จัดการวางถาดอาหารลงกับโต๊ะหัวเตียง...พร้อมกับชายหนุ่มผมทองที่ขยับเอนกายพิงหมอนใบนุ่ม...กลิ่นข้าวต้มหอมฉุยยิ่งกระตุ้นให้น้ำย่อยทำงานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
     
    J ถูมือไปมาเบา ๆ ด้วยความรู้สึกกระตือรือร้นอยากลิ้มชิมรสชาติของข้าวต้มหอมกรุ่นนี่ใจจะขาด...ดวงตาเรียวรีมองตามช้อนที่กำลังถูกนำลงไปตักข้าวต้ม...ก่อนจะมาจรดอยู่ที่ริมฝีปากบางสวยที่ช่วยเป่าเบา ๆ เพื่อลดความร้อน...ไม่นานช้อนพร้อมข้าวต้มก็ถูกยื่นมาจ่อตรงหน้า...J อ้าปากรอรับหวังจะได้สัมผัสถึงรสชาติของข้าวต้มที่แผ่ซ่านในปาก
     
    “อ๊ะ !! เดี๋ยวก่อน” เสียงทักท้วงดังขึ้นพร้อมกับช้อนที่ถูกชักออกให้ห่างจากปากชายหนุ่ม...จน J ต้องอ้าปากนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นรสชาติของข้าวต้มก็ไม่ได้สัมผัส
     
    “อะไรอีกล่ะ ?” J หันมาถามอย่างไม่เข้าใจ...แถมความหิวที่กำลังรุมเร้าก็ทำให้อารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาได้ง่าย ๆ
     
    “นายต้องสัญญาก่อน...ว่าทีหลังถ้าไม่สบาย...นายต้องบอกให้ฉันรู้” Hyde ขุดเอาเรื่องที่เพิ่งจะทุ่มเถียงกันไปเมื่อครู่ขึ้นมาต่อรองอีกครั้ง...จนชายหนุ่มต้องถอนหายใจออกมาเบา ๆ กับเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ทำให้เขาได้กินข้าวช้าลงไปอีก
     
    “OK...” J ตอบรับอย่างขอไปที...แต่คำสัญญาของชายหนุ่มก็ทำให้ร่างเล็กยิ้มกว้างออกมาได้ทันที
     
    “ดีมาก...แล้วก็...”
     
    “นี่...ถ้านายจะสั่งอะไรก็สั่งไปตามสบาย...แต่เอาข้าวมาให้ฉันก่อนได้มั้ย ?” J ยันกายขึ้นนั่งพร้อมกับยื่นมือหมายจะเข้าไปแย่งเอาชามข้าวต้มมาไว้ที่ตัวเอง...แต่ Hyde ก็ไวพอที่จะฉวยยึดชามข้าวเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะตกไปอยู่ในมือของชายหนุ่ม
     
    “เดี๋ยวฉันจะป้อน !!”
     
    “ก็ป้อนสักทีสิครับ...ผมหิวจะตายอยู่แล้วครับ”
     
    J แกล้งอ้อนวอนเสียงอ่อน...ไม่รู้ว่า Hyde นึกสนุกอยากเล่นบทพยาบาลดูแลคนไข้รึไงกัน ? ถึงดื้อดึงอยากจะป้อนข้าวต้มเขาขนาดนี้...คงเพราะเขาไม่เคยไม่สบายขนาดที่ต้องคอยให้อีกฝ่ายดูแลอย่างใกล้ชิด...Hyde ก็คงอยากจะดูแลเขากลับบ้าง...เพราะส่วนใหญ่คนที่ไม่สบายจะเป็นเจ้าตัวเล็กมากกว่า...
     
    “นั่งดี ๆ สิ !!” Hyde หันกลับมาสั่งให้ชายหนุ่มเอนกายพิงหัวเตียงลงไปอีกครั้ง...ซึ่ง J ก็ต้องยอมทำตามอย่างว่าง่าย
     
    “อ้ะ...” คราวนี้ช้อนพร้อมข้าวต้มถูกยื่นมาจ่อตรงหน้าจนแทบจะกระแทกเข้าที่ปาก....ชายหนุ่มค่อย ๆ อ้าปากรับช้า ๆ กลัวเหลือเกินว่ามันจะกระแทกไปจนถึงคอหอย... รสชาติข้าวต้มหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านในปากขณะที่เคี้ยวช่วยบรรเทาความหิวโหยลงไปได้มาก…แต่พอคำที่สองกำลังจะเข้ามาใกล้ J กลับฉวยยึดข้อมือบางนั้นเอาได้ทัน
     
    “นี่จะป้อน...หรือจะเอาข้าวอุดปากฉันให้ตายกันแน่....อย่าใช้อารมณ์กับคนไข้สิ...นายเป็นพยาบาลที่ใช้ไม่ได้จริง ๆ” J แกล้งบ่นกระปอดกระแปดก่อนจะจับข้อมือบางให้หันมาที่ปากเขาช้า ๆ แล้วข้าวคำที่สองก็ถูกนำเข้าปากไปอย่างนุ่มนวล
     
    “ถ้าไม่พอใจก็ไม่ต้องกิน !!” ร่างเล็กฉุนเฉียวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล...เขาแค่อยากจะดูแล J บ้าง...ชดเชยกับที่เขาแกล้งให้ชายหนุ่มต้องนั่งหนาวทนรอตอนเล่นสกี...แถมยังทำให้ J ไม่สบายใจกับเรื่องของ Kiyoharu อีก...แต่ชายหนุ่มก็ยังกวนอารมณ์เขาไม่ยอมหยุด
     
    “กิน ๆ...ป้อนต่อนะ” J ว่าเสียงอ่อนพลางอ้าปากรอรับข้าวต้มคำต่อไปอย่างว่าง่าย...และคราวนี้คนป้อนก็ดูเหมือนจะนุ่มนวลมากกว่าเดิม...ข้าวต้มถูกป้อนให้ชายหนุ่มกินจนหมดชาม
     
    “แล้วนายไม่หิวเหรอ ?” J ถามกลับขณะที่รับยาลดไข้ที่ต้องทานหลังอาหารมาจากร่างเล็ก
     
    “หิวสิ...นี่ไงฉันสั่งของฉันมาด้วย “ Hyde ยกถาดอาหารอีกถาดให้ดู...ก่อนจะนั่งกินส่วนของตนเองอยู่ที่โต๊ะเล็ก ๆ ข้างเตียงนอนปล่อยให้ชายหนุ่มนอนพักผ่อนดูทีวีอยู่บนเตียง
     
    ...เพียงไม่นานหลังจากที่จัดการอาหารของตนเองเรียบร้อย...Hyde ก็จัดการยกถาดอาหารทั้งหมดออกไปไว้ที่ครัวด้านนอก...หอบหิ้วเอาอ่างน้ำและผ้าขนหนูเนื้อนุ่มผืนเล็กกลับเข้ามาด้วย...ตั้งใจว่าจะเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ชายหนุ่ม...แต่พอมาถึงเตียงจึงได้เห็นว่า J เคลิ้มหลับไปอีกแล้ว...ทั้ง ๆ ที่วันนี้ก็นอนมาทั้งวัน...คงเพราะฤทธิ์ยาลดไข้ที่เพิ่งให้กินเข้าไปเมื่อครู่
     
    ...Hyde ทรุดกายลงนั่งเคียงข้างพลางไล้มือไปตามโครงหน้าอย่างแผ่วเบา..ฝ่ามือบางเลื่อนขึ้นไปลูบไล้เส้นผมสีทองที่ผ่านการกัดย้อมจนอ่อนนุ่มเหมือนขนแมว... ริมฝีปากบางแย้มยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูเมื่อคิดถึงเหตุผลที่ทำไมเขาถึงเรียกเจ้าเหมียวขนทองว่า “J”
     
    ...ร่างเล็กขยับเอาผ้าห่มนวมขึ้นมาห่มให้อย่างแผ่วเบา..นอนมองใบหน้ายามหลับใหลของอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มซุกซน...เพราะวันนี้เขานอนมาทั้งวันตอนนี้เลยยังไม่รู้สึกง่วงแม้แต่น้อย
     
    ...RRRR…RRRR….
     
    เสียงโทรศัพท์มือถือที่แผดก้องขึ้นมากะทันหัน... ทำให้ร่างเล็กต้องรีบหันไปมองและควานหามันมาไว้ในมืออย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าเสียงรบกวนจะไปทำให้ชายหนุ่มต้องตื่นขึ้นมาจากนิทรารมย์...Hyde กวาดสายตามองไปที่ชื่อของสายเรียกเข้า...ก่อนที่ดวงตากลมโตจะเบิกกว้างขึ้น
     
    “Kiyoharu !!”
     
    <<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>
     
    Ryuichi ลืมตาจ้องมองร่างในอ้อมแขนอีกเป็นครั้งที่สองก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความมึนงงจากเสียงเต้นตุบ ๆ ในหัวอีกครั้ง... ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองมีใครนอนอยู่เคียงข้าง หากเป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำสิ่งที่ผิด...
     
    ...เส้นผมนุ่มสลวยที่ลูบไล้อย่างมีความสุขก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมอง เขากำลังคิดถึงผมสีน้ำตาลนุ่มมือยาวระต้นคอขาวสะอาดของใครคนหนึ่งแต่เพียงไม่นานหลังจากนั้นเขาก็รับรู้ถึงสัมผัสที่เปลี่ยนไป...
     
    ...มือที่ลูบไล้เส้นผมหยุดนิ่งลงโดยไม่รู้ตัว... ความทรงจำถึงเหตุการณ์เมื่อคืนเริ่มชัดเจนขึ้นในความทรงจำขณะเจ้าของร่างยังคงนอนนิ่งฟังเสียงนาฬิกาเรือนเล็กที่ตั้งอยู่หัวเตียง กระทั่งรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของร่างในอ้อมแขน...
     
    “ผมจะลงไปเตรียมอาหารเช้าให้นะ...” คำพูดประโยคเดียวทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดขึ้น... ร่างบางที่นั่งก้มหน้าพันกายด้วยผ้าห่มหันมาสบตากับคนพูดเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้งเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมา
     
    ...กระทั่งชายหนุ่มข้างกายขยับเข้ามาใกล้กดศีรษะเธอให้ซบลงกับบ่าของเขาอย่างอ่อนโยน...ใบหน้าที่ซีดขาวจึงเปลี่ยนเป็นสีชมพูจาง ๆ พร้อมกับความรู้สึกอับอายในสิ่งที่เกิดขึ้นเบาบางลงจนแทบไม่เหลืออยู่...
     
    Arisa มองตามแผ่นหลังกว้างไปจนกระทั่งลับสายตาจึงค่อย ๆ ขยับกายลุกขึ้นจากเตียง อาการปวดมึนยังคงตามมารบกวนไม่ลดละแม้เมื่อร่างกายได้สัมผัสกับสายน้ำอุ่น ๆ หากในความสับสนและความคิดหลายสิ่งหลายอย่างในหัวกลับไม่มีความเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดเมื่อคืนปนอยู่เลย...
     
    เสียงเปิดประตูห้องที่ดังขึ้นจากด้านหลังเรียกให้หญิงสาวในชุดคลุมอาบน้ำหยุดชะงักหันไปมองพร้อมกับหลบตาไปทางอื่นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว... Ryuichi มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มนิด ๆ พลางกวาดตามองไปยังชุดกิโมโนที่พาดวางไว้ที่ปลายเตียง... เพียงเท่านั้นก็เดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายคงกำลังกลุ้มใจเรื่องเครื่องแต่งกายอยู่นั่นเอง...
     
    “เสื้อในตู้เลือกได้ตามสบายนะครับ...” Ryuichi พูดมาจากหน้าประตูโดยไม่ขยับเขยื้อน... เสื้อผ้าที่คนพูดสวมใส่เข้ามาบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวคงไปอาบน้ำชำระร่างกายมาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน...
     
    Arisa ยิ้มให้ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ พลางเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าตามคำอนุญาตจากเจ้าของห้อง... เสื้อขนาดค่อนข้างเล็กที่มุมหนึ่งของตู้ดูจะพอเข้ากับขนาดรูปร่างของตนมากที่สุดจึงถูกเลือกหยิบออกมายกขึ้นให้อีกฝ่ายดูเป็นการบอกกล่าวอีกครั้ง
     
    ... แววประหลาดใจปรากฏให้เห็นในดวงตาคู่งามเมื่อชายหนุ่มที่ยืนมองอยู่มีอาการเหมือนชะงักไปชั่วครู่... ริมฝีปากได้รูปขยับคล้ายจะพูดอะไรออกมาแต่แล้วก็กลับเงียบพร้อมกับพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบอกเสียงอ่อนโยน...
     
    “ข้างนอกยังเย็น ๆ ใส่เสื้อหนาหน่อยจะดีกว่านะครับ...”
     
    <<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>
     
    ...ติ้ดๆๆ...ติ้ดๆๆ...
     
    “Moshi Moshi” ชายหนุ่มร่างบางสวมเสื้อสเวตเตอร์สีครีมกดปุ่มรับสายโทรศัพท์มือถือพลางขยับแว่นกันแดดที่เลื่อนต่ำลงไปขณะยกกระเป๋าใบสุดท้ายลงใส่ท้ายรถให้กลับขึ้นมาเข้าที่อีกครั้ง...รอยยิ้มบาง ๆ ยังคงมีให้เห็นบนใบหน้าแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางเมื่อคิดไปถึงที่หมายที่ตนเองกำลังจะไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า...
     
    “Tetsu-san...ดีใจจังที่ได้ยินเสียงคุณ เอ่อ ลงจากเครื่องแล้วใช่มั้ยครับ...” เสียงร้อนรนตามสายมาตรงเวลาราวกับมีญาณวิเศษ...คนฟังนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะตอบรับกลับไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง...
     
    “ครับ...เพิ่งยกกระเป๋าขึ้นรถเสร็จ...เมื่อกี๊...” ปลายเสียงขึ้นสูงจนคนถามหัวเราะแห้ง ๆ ออกมา...
     
    “อ่า...คงเหนื่อยนะครับ...ความจริงก็ไม่อยากโทรมารบกวนเป็นช่วงพักแท้ ๆ แต่....”
     
    Tetsu ยิ้มออกมาทันทีกับการเริ่มต้นประโยคแบบนี้ของฝ่ายตรงข้าม ปลอบใจตัวเองไว้ล่วงหน้าได้เลยว่าวันนี้คงไม่มีเวลาว่างพออย่างที่คิดแล้ว...
     
    “...ก็อย่างที่เล่ามาล่ะครับ...”
     
    “ครับ...ผมเข้าใจ ขอตัวกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซักชั่วโมงแล้วจะเข้าไปครับ...” Tetsu จบบทสนทนาลงพร้อมเสียงถอนใจยาว...โทรศัพท์ถูกโยนไว้ที่เบาะข้างตัวหลังจากขึ้นนั่งประจำที่คนขับก่อนรถคันงามจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกเพื่อตรงไปยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้แต่แรก...
     
    ...แปลกที่ก่อนหน้านี้ความรู้สึกในใจดูจะรอคอยช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึงอย่างมีความสุข หากเมื่อเวลานั้นกำลังมารออยู่ตรงหน้าเขากลับรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...
     
    ...คงเพราะโทรศัพท์เมื่อกี๊มั้ง...เสียงบอกตัวเองในใจ...
     
    <<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>
     
    ... อาหารมื้อเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับห้วงความคิดคำนึงของตนเอง...หลายครั้งที่ Arisa แอบเงยขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า...ดวงตาคมคู่นั้นเหมือนกำลังล่องลอยไปไกลแสนไกล... หากเพียงครู่เดียวที่เผลอจ้องมองดวงตาคู่เดียวกันนั้นก็จะตวัดกลับมามองพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าร้อนวูบจนต้องหลบตา...
     
    “ต้อง...กลับแล้วค่ะ...” คนบอกทำท่าสนใจกับนาฬิกาข้อมือโดยไม่ยอมเงยขึ้นสบตา... “วันนี้ต้องเริ่มช่วยงานที่บ้านแล้ว...เลี่ยงมาตลอดตั้งแต่กลับมา...”
     
    “ถ้างั้นก็ไปกันเลยมั้ยครับ เดี๋ยวผมไปส่ง...”
     
    “ไม่เป็นไรค่ะ...” Arisa เงยหน้าขึ้นมองด้วยความรู้สึกขอบคุณ... “คุณพักผ่อนเถอะ Aris โทรให้ที่บ้านเอารถมาให้แล้ว...เดี๋ยวก็คง...” พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้นมาหยุดบทสนทนาไว้เพียงนั้น...
     
    “อืม...เปลี่ยนเป็นผมไปส่งที่รถก็แล้วกัน...หวังว่าคงไม่ปฏิเสธนะ...” Arisa รับคำพูดนั้นด้วยเสียงหัวเราะ...
    เจ้าของบ้านเบี่ยงตัวหลีกทางให้เธอเป็นฝ่ายเดินนำออกไป...Ryuichi มองเห็นชายวัยกลางคนที่เคยเห็นเมื่อครั้งก่อนยืนประสานมือรออยู่ที่หน้าประตูบ้านพร้อมกับ Lamborghini สีเหลืองคันงาม... หลังจากส่งมอบกุญแจให้เป็นที่เรียบร้อยรถสีดำอีกคันที่จอดรออยู่ก็เคลื่อนเข้ามาจอดรับชายคนนั้นขึ้นนั่งพร้อมกับขับหายลับไปจากหัวมุมถนนอย่างรวดเร็ว...
     
    “Ryu คะ...” Arisa เรียกชายหนุ่มตรงหน้าให้หันมามองเธออีกครั้ง... คำพูดที่คิดเอาไว้ว่าต้องบอกให้ได้..เอาเข้าจริงกลับพูดไม่ออก...
     
    “ไปนะคะ...” ศีรษะคนพูดก้มลงให้ชายหนุ่มตรงหน้ามากกว่าทุกครั้ง...คิ้วเรียวเข้มขยับเข้าหากันเล็กน้อยกับภาพที่เห็น...ยิ้มรับออกมาเมื่ออีกฝ่ายยืดตัวตรงขึ้นอีกครั้งพลางขยับเปิดประตูรถให้... มือบางที่ยกขึ้นจับกรอบประตูรถขณะหันกลับมามองอีกครั้งทำให้คนเกือบจะร้องออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ถึงเรื่องสำคัญที่ลืมไปสนิท...
     
    “Aris...รอตรงนี้นะครับ...มีของจะคืนให้คุณ...” สีหน้าประหลาดใจของหญิงสาวตรงหน้าพร้อมกับริมฝีปากที่ขยับจะเอ่ยคำถามถูกห้ามไว้ด้วยฝ่ามืออบอุ่นที่สัมผัสลงบนผิวแก้มแผ่ว ๆ ก่อนเจ้าตัวจะก้าวยาว ๆ กลับเข้าไปภายในบ้านและกลับออกมาภายในเวลาไม่ถึงนาที...
     
    ...ห่อผ้าเล็ก ๆ ในมือถูกคลี่ออกช้า ๆ ก่อนจะยื่นให้คนตรงหน้า... เสียงอุทานออกมาด้วยความยินดีพลางขยับเข้ากอดชายหนุ่มตรงหน้าอย่างลืมตัวพร้อมเสียงขอบคุณซ้ำ ๆ อีกหลายต่อหลายคำเป็นภาษาตะวันตกรัวเร็วจนแทบฟังไม่ทัน...
     
    “เมื่อวานคุณลืมไว้ในห้องน้ำ...” Ryuichi บอกขณะรวบมือฝ่ายนั้นขึ้นมาสวมแหวนกลับคืนให้... “พอผมกลับมาแม่บ้านก็เอามาให้...ควรจะคืนตั้งแต่เมื่อวาน...”
     
    “ไม่เป็นไรค่ะ...ไม่เป็นไร...” เสียงบอกปัดเบา ๆ ทั้งที่ยังไม่ยอมละสายตาจากแหวนบนนิ้วมือ...
     
    “A คือ Arisa เหรอครับ...” ทันทีที่ได้ยินคำถามหญิงสาวก็เงยหน้าขึ้นมองพร้อมรอยยิ้มกว้าง... “A มีความหมายสองชื่อค่ะ Akiko คือชื่อเจ้าของคนแรกแล้วก็คนต่อมาคือ Aris คนที่ให้เราทั้งคู่...คุณพ่อน่ะค่ะ ท่านเคยบอกว่าดีจังที่ใช้ตัวอักษรเดียวกันจะได้ไม่ต้องทำสองวง...”
     
    คำพูดติดตลกพร้อมกับเสียงหัวเราะก่อนจะพึมพำเรียก ‘แม่’ แผ่วเครือทำให้คนฟังเดาได้ทันทีว่าเจ้าของคนแรกของแหวนวงนี้คงไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว...ชายหนุ่มจึงขยับเข้าไปใกล้รั้งร่างอีกฝ่ายให้ซบลงกับไหล่อีกครั้ง...
     
    “นึกว่าจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว...ขอบคุณมากน่ะคะ Aris ฝากขอบคุณแม่บ้านคุณด้วย...” Arisa บอกพลางผละออกจากอ้อมแขนนั้น... ดวงตากลมโตจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความอาวรณ์มากขึ้นทุกทีขณะก้าวขึ้นนั่งประจำที่คนขับแม้จนรถเคลื่อนตัวออกไปสายตาก็ยังไม่ละจากกระจกมองหลัง...
     
    ...ดวงตาคมมองตามหลังรถไปจนกระทั่งลับสายตา รอยยิ้มบาง ๆ เลือนหายไป..ก่อนเสียงระบายลมหายใจแผ่ว ๆ จะตามออกมาพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในใจอย่างบอกไม่ถูก...ใบหน้าคมสะบัดไปมาเบา ๆ เหมือนจะไล่ความหนักอึ้งนั้นออกไปพลางหันหลังเพื่อจะกลับเข้าไปในบ้าน
     
    ...หากภาพรถคันหนึ่งที่เห็นจอดนิ่งสนิทอยู่ไม่ไกลในวินาทีเดียวกันนั้น...กลับทำให้เลือดทุกหยดในกายเย็นเยียบขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็น...
     
    “Tetsu!!”
     
    <<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>
     
    tbc
     
     
    ปล. thank หลาย ๆ สำหรับคนที่ยังตามอ่านอยู่ แบบว่าชอบลืมเข้ามาอัพทุกทีเลยอ่ะนะ ส่วนเรื่องรวมเล่มก็ยังไม่ลืมหรอก แต่มันยังไม่มีตังค์อ่ะนะ - -" ไว้มีเมื่อไหร่จะรีบทำเลย โย่วววววว

    Love Punish 91

    - 91 -

    ...หลังจากที่ยืนนิ่งกับภาพที่มองเพียงฉาบฉวย...ที่มันทำลายความมั่นใจให้หดหายไปกว่าครึ่ง...แต่พริบตาที่คิดว่าทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว ดวงตากลมโตกลับสะดุดบางสิ่งที่ถูกผ้าห่มนวมหนาหนักทับอยู่... การเคลื่อนไหวขึ้นลงแผ่วเบาหากไม่จ้องสังเกตอย่างถี่ถ้วนคงนึกว่าเป็นหมอนข้างที่ถูกผ้าห่มทับไว้อีกชั้นหนึ่ง...เพราะมันถูกปิดทับอย่างมิดชิด
     
    …Hyde เดินเข้าไปใกล้เตียงนอนอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตจ้องมองความเคลื่อนไหวที่อยู่ภายใต้ผืนผ้านั้นเขม็งนิ่ง ฝ่ามือบางวางลงสัมผัสกับผืนผ้าก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่รู้ตัว น้ำตาที่เกือบหลั่งออกมาเพราะความเศร้าเสียใจถูกแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีอีกครั้ง.... ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ปรับความเข้าใจกันแต่เพียงแค่ชายหนุ่มยังอยู่ที่นี่กับเขาก็เพียงพอแล้ว
     
    ...ร่างเล็กค่อย ๆ เลื่อนผ้านวมที่ถูกนำมาปิดไว้มิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เผยให้เห็นเส้นผมสีทองที่แสนคุ้นตาก่อนจะตามมาด้วยใบหน้ายามหลับใหลของอีกฝ่าย
     
    ...เอาผ้ามาปิดมิดอย่างนี้แล้วจะหายใจออกได้ยังไง ?...
     
    ...Hyde คลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยนพลางไล้มือไปสัมผัสกับโครงหน้าของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา....อุณหภูมิร้อนรุ่มที่พุ่งขึ้นสูงจากร่างกายของชายหนุ่ม แทบทำให้รอยยิ้มเลือนหายไปทันที....ทั้งตกใจทั้งเป็นห่วง...ปะปนมาด้วยความน้อยใจเล็ก ๆ ที่ชายหนุ่มไม่ยอมบอกเขาว่าตนเองไม่สบาย
     
    ...แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องสังเกตได้เองไม่ใช่เหรอ ?...
     
    ความรู้สึกน้อยใจเลือนหายไปทันที...แต่มันถูกแทนที่ด้วยความเสียใจ...เพราะเคยแต่ถูกดูแล โอบอุ้มประคับประคอง...Hyde จึงได้ละเลยไม่ใส่ใจว่าคนที่คอยดูแล...ก็ต้องการการดูแลกลับเช่นกัน
     
    Hyde ผุดลุกขึ้นยืนใช้ปลายนิ้วปาดเช็ดน้ำตาที่ปริ่มอยู่ตรงหางตาออก...ก่อนจะเดินเลี่ยงไปเอาผ้าและอ่างน้ำอุ่นกลับเข้ามาภายในห้องนอนอีกครั้ง...
     
    ...ผ้าขนหนูเนื้อนุ่มผืนเล็กถูกชุบน้ำและบิดหมาด...พร้อมกับถูกนำมาเช็ดไปตามใบหน้าของชายหนุ่มช้า ๆ ก่อนจะสอดเข้าไปลูบไล้ผิวเนื้อภายใต้สเวตเตอร์ตัวหนาที่ J สวมใส่อยู่...ชายหนุ่มขยับกายเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงอืออาในลำคอโดยที่ยังไม่ยอมลืมตาตื่น...คงเพราะพิษไข้และฤทธิ์ยาที่ J กินไปก่อนที่เขาจะกลับมา
     
    ...Hyde หยุดมือลงเมื่อคิดว่าการกระทำของตนอาจเป็นการรบกวนการพักผ่อนของอีกฝ่าย...ร่างเล็กจึงรีบจัดเสื้อผ้าของ J ให้เรียบร้อยห่มผ้าทับให้อีกชั้นหนึ่ง... แล้วจึงลากเก้าอี้มานั่งลงข้างเตียงจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของอีกฝ่ายอย่างมีความสุข...ปลายนิ้วจิ้มสัมผัสกับแก้มและสันจมูกอย่างซุกซนริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาน้อย ๆ อย่างสนุกสนาน
     
    ...เมื่อคิดไปถึงความทรงจำครั้งเก่าก่อนยามที่ได้นอนมองใบหน้าชายหนุ่มยามหลับใหล...Hyde แย้มริมฝีปากส่งเสียงหัวเราะคิกความทรงจำที่เลือนรางมักหวานฉ่ำเสมอ
     
    แต่เพียงไม่นานรอยยิ้มก็นิ่งค้างเมื่อคิดถึงเรื่องความไม่เข้าใจกันก่อนหน้านี้...และตัวเขาก็ยังไม่ได้รับการให้อภัย...หากอีกฝ่ายตื่นขึ้นมา...แล้วฉุนเฉียวไม่ยอมฟังเหตุผล...หาก J ยังคงยืนกรานที่จะยุติความสัมพันธ์เขาจะทำยังไง ?
     
    ...ฝ่ามือบางยกมือของชายหนุ่มขึ้นมาเกาะกุมไว้แน่น..ก่อนจะมอบจุมพิตให้เบา ๆ ที่หลังมือ...ภาวนาอย่าให้ทุกอย่างเลวร้ายลงกว่านี้ ขอเพียง J ยอมรับฟังคำพูดของเขาก็เพียงพอแล้ว...
     
    ...Hyde วางฝ่ามือแกร่งนั้นลงที่เดิมก่อนจะเขยิบขึ้นไปนั่งบนเตียง...พลางสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มนวมผืนเดียวกับชายหนุ่ม...เอนกายลงนอนเคียงข้างช้า ๆ เมื่อตัวเองรู้สึกง่วงงุนมากขึ้นทุกที...สาเหตุคงเพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืน... ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลในระยะประชิดพร้อมกับมอบจุมพิตแผ่วเบาให้ที่ข้างแก้ม...ก่อนจะสวมกอดชายหนุ่มเอาไว้แนบแน่น....ศีรษะซุกซบอยู่ที่แผ่นอกกว้าง...หวังให้ไออุ่นจากร่างกายจะช่วยรักษาเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจของ J ให้หายเป็นปกติเหมือนดังเดิม...
     
    <<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>

    เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนแสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า...ชายหนุ่มผมทองจึงค่อย ๆ ขยับกายที่แสนหนักอึ้งและเมื่อยขบ...ดวงตาเรียวรีหรี่ปรือจ้องมองฝ่าความมืดที่เริ่มโรยตัวเข้าปกคลุมรอบด้านอย่างงุนงง....
     
    ...นี่มันใกล้เช้าหรือว่าใกล้มืดแล้วกันแน่ ?...
     
    สมองที่พร่าเบลอเพราะฤทธิ์ยาลดไข้และยานอนหลับที่ตัวเองตั้งใจกินเข้าไปก่อนหน้า...ทำให้ไม่อาจประมวลผลออกมาได้ชัดเจนในทันที... เพราะหลังจากที่เขากลับมาที่บ้านพัก...ทุกคำพูดและการกระทำของ Kiyoharu กับ Hyde วิ่งวนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า...หากยังปล่อยให้สมองขบคิดต่อไป...เขาคงไม่อาจสงบใจอยู่รอคอย ณ ที่นี้ต่อไปได้....ดังนั้นเขาจึงเลือกจะที่จะปิดผนึกความไม่มั่นคงอันไร้ตัวตนที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นยามเผลอไผล...เพราะไม่อยากคิดอะไรให้วุ่นวายใจ...
     
    J หลับตาลงอีกครั้งเมื่อยังรู้สึกว่าสมองยังพร่าเบลอ...และคล้ายดั่งลืมเลือนทุกเรื่องราวไปจนหมดสิ้น....ชายหนุ่มตั้งใจจะพลิกตัวนอนตะแคงเพื่อจะเข้าสู่นิทรารมย์อีกครั้ง... แต่แล้วความรู้สึกหนักอึ้งที่ทาบทับอยู่บนแผ่นอกกว้างก็ทำให้คิ้วเรียวเข้มต้องขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างงุนงง....
     
    ...ผ้าห่มมันหนักขนาดนี้เลยเหรอ ?....
     
    J ออกแรงพลิกกายเต็มกำลังเหมือนกับจะต่อสู้กับความรู้สึกหนักอึ้งที่แสนอึดอัดที่ทาบทับอยู่บนอก....ทันทีที่พลิกกายมานอนตะแคงได้เสียงร้องเบา ๆ ก็แว่วมาให้ได้ยิน....พร้อม ๆ กับน้ำหนักที่ทาบทับอยู่บนตัวหายไป
     
    “อุ๊บ...!!” Hyde สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ ก่อนจะมารู้สึกตัวอีกทีว่าตนเองร่วงหล่นลงมาจากแผ่นอกกว้างนั้น และใบหน้าของ J ที่หันตะแคงมาด้านข้างก็อยู่ใกล้ใบหน้าเขาในระยะประชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นระอุที่เป่ารดผิวแก้ม....ถึงแม้ความมืดจะเริ่มโรยตัวเข้ามาปกคลุมบ้างแล้ว...แต่สายตาที่จ้องมองไปเบื้องหน้าก็รับรู้ได้ว่าดวงตาเรียวรีคู่นั้นกำลังจะเปิดขึ้น
     
    ...หัวใจเต้นกระชั้นถี่เร็ว...ราวกับเพิ่งได้พบเจอกันเป็นครั้งแรก....
     
    ชายหนุ่มผมทองเปิดเปลือกตาขึ้นหลังจากที่มีเสียงประหลาดแว่วมาให้ได้ยิน....ดวงตาเรียวรีนิ่งค้างคล้ายอาการของคนเหม่อลอย...เมื่อยังไม่สามารถประมวลภาพได้ชัดเจนว่าตรงหน้าคือสิ่งใด ?
     
    “...จ....J…” ในที่สุด Hyde ก็ตัดสินใจที่จะส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายออกไปก่อน...เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังคงไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบสนอง แต่เสียงที่ได้ยินก็ทำให้ภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้นมาทันที... J พรวดพราดผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วเมื่อบางอย่างที่คิดว่าลืมเลือนไปหมดแล้วไหลย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำที่เพิ่งจะลืมเลือนไปได้เพียงครู่เดียว
     
    J เบือนมองไปทางอื่น...เมื่อไม่ต้องการให้ Hyde เห็นสีหน้า ท่าทางและแววตาของเขา...กลัวว่าจะแสดงความปวดร้าวใจให้เห็น...เวลาแห่งการรอคอยดูจะสิ้นสุดลงแล้ว...เหลือเพียงรอฟังคำยืนยันจากปากของร่างเล็กเท่านั้น...
     
    ...ว่าความสัมพันธ์นี้ควรจะจบลงในรูปแบบใด ?...
     
    “ J ค่อยยังชั่วแล้วเหรอ ?” Hyde ผุดลุงขึ้นนั่งพลางถามถึงเรื่องอาการป่วย...ฝ่ามือบางเลื่อนเข้าสัมผัสกับต้นแขนของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา...แต่ทันทีที่สัมผัสถูก...ชายหนุ่มกลับดึงต้นแขนให้ออกห่างอย่างรวดเร็ว.... ร่างเล็กนิ่งค้างอยู่ชั่วครู่ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อยเมื่อสิ่งที่พยายามไม่ได้รับการตอบสนองแถมยังถูกปฏิเสธอย่างเย็นชา
     
    “ถ้านายมีเรื่องอะไรที่อยากพูด...ก็รีบพูดมาฉันอยากพักผ่อน” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นโดยไม่ยอมหันมามองหน้า...ราวกับอยากจะหลุดพ้นเรื่องราวที่ทำให้วุ่นวายใจอยู่ตรงนี้เสียเต็มประดา
     
    Hyde กัดริมฝีปากจนแทบห้อเลือด...ฝ่ามือบางถูกกำจนแน่น...หากเขาไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างความสัมพันธ์นี้คงจบลงไม่ต่างกับเมื่อครึ่งปีก่อน...ช่วงเวลาแห่งความปวดร้าวใจที่ทรมานแสนสาหัสจะย้อนกลับมาอีกครั้งอย่างนั้นเหรอ ?
     
    “น...นายอยากให้ฉันพูดอะไร ?”
     
    “ทำไมต้องถามฉัน...ในเมื่อมันเป็นเรื่องของนาย !!” J เสียงดังขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ...หากสุดท้ายต้องเจ็บปวดก็ไม่ควรยื้อเวลาให้นานมากไปกว่านี้....อย่าปล่อยให้หัวใจบาดเจ็บจนไม่อาจเยียวยารักษาได้อีกแล้ว
     
    “หัวใจนายต้องการอะไร ? นายยังไม่รู้เหรอ ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาในประโยคสุดท้าย...เมื่อคิดไปว่าหากได้พบกับคนที่เข้าอกเข้าใจคงเป็นสิ่งที่ Hyde ต้องการมากกว่า...J เลิกผ้าห่มที่ปิดทับร่างกายท่อนล่างพร้อมกับทำท่าจะลุกลงจากเตียง...แต่ก่อนจะได้ลุกออกไป...ท่อนแขนกลับถูกกระชากเอาไว้อย่างแรงจนต้องทรุดนั่งลงที่เดิม
     
    “แล้วนายต้องการอะไรล่ะ ?!!....นายรู้ใจตัวเองแล้วเหรอ ?” Hyde เสียงดังขึ้นมาบ้าง... ยิ่งได้เห็นท่าทางของชายหนุ่มที่คิดว่าตัวเองเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างดีทั้งๆ ที่บางอย่างเป็นเรื่องที่ J คิดไปเองฝ่ายเดียว
     
    ...นิสัยชอบคิดเองเออเองอย่างนี้เมื่อไหร่ถึงจะหายไปสักที...
     
    แรกเริ่มของเหตุการณ์ลักพาตัวก็เพราะ J คิดทุกอย่างเอาเอง....คาดเดาทุกเรื่องไปเองทั้งนั้น....จนเกิดเรื่องราวเลวร้ายขึ้นจนได้...และคราวนี้ดูแล้วก็คงไม่ต่างกัน...
     
    “รู้สิ...” คำตอบลอดมาจากริมฝีปากได้รูปของชายหนุ่มเบา ๆ ตามมาด้วยความคิดภายในใจที่ไม่อาจเอ่ยออกไป
     
    ‘…รู้ว่ารักนายมากยังไงล่ะ....’
     
    “แต่คราวนี้ฉันอยากรู้ความรู้สึกของนายก่อน...”
     
    ‘…เพราะไม่อยากบังคับให้นายต้องอยู่กับฉัน...ไม่อยากขังนายเอาไว้เพียงเพราะเพื่อความสุขของตัวเองอีกแล้ว...’
    เสียงพูดราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความสั่นไหวในน้ำเสียง...ทำให้คนฟังรับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงฝืนต่อสู้กับหัวใจของตัวเองน่าดู...ตอนนี้ J คงหวาดกลัวคำตอบที่จะได้รับจากเขาใจแทบขาด....แต่ชายหนุ่มก็ยังต่อสู้กับความหวาดกลัวเพื่อจะรับฟังมัน
     
    “ความรู้สึกของฉันเหรอ ? เราเผชิญอะไรต่อมิอะไรด้วยกันมามาก...ฉันนึกว่านายเข้าใจมันแล้วซะอีก !!”
     
    “ฉันไม่เข้าใจ !!!...” J ตะคอกเสียงแข็งขึ้นมาจนร่างเล็กสะดุ้ง
     
    “ในเมื่อนายไม่เคยบอกให้ฉันรับรู้ความคิดของนาย...ฉันไม่อยากคิดอะไรไปเองอีกแล้ว... Hyde ...รีบ ๆ ทำให้มันจบสักที...” เสียงแผ่วเบาอย่างเหนื่อยล้าในประโยคสุดท้าย.... พร้อมกับใบหน้าของชายหนุ่มที่มองเบือนไปทางอื่นเพื่อหลบซ่อนแววตาปวดร้าวไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็น
     
    “งั้นก็เข้าใจสักที !!...ฉันรักนาย...ต้องการนายเข้าใจมั้ย ?!!....แล้วทำไมนายต้องทำท่าเหมือนไม่ต้องการฉันแล้วแบบนี้” Hyde ฟุบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม...ก่อนจะปล่อยให้น้ำตาแห่งความอัดอั้นหลั่งไหลลงมาไม่ขาดสาย...สองมือรัวทุบไปที่แผ่นหลังนั้นเต็มแรงเหมือนต้องการระบายอารมณ์....ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกำบิดเสื้อสเวตเตอร์ของอีกฝ่ายเอาไว้แนบแน่น
     
    คำตอบที่ได้รับเหมือนกับหยดน้ำที่มาหล่อเลี้ยงหัวใจที่เกือบแห้งตายไปแล้ว...ให้กลับมาอีกครั้ง... รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากได้รูปขณะที่ยังปล่อยให้ร่างเล็กสะอึกสะอื้นอยู่กับแผ่นหลังเขาเป็นเวลานาน
     
    ...เขาสูญเสียความรู้สึกเชื่อใจต่ออีกฝ่ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ?....
     
    เมื่อย้อนมาคิด J แทบอยากฆ่าตัวเอง...ตลอดเวลาที่คบกัน Hyde แสดงออกให้รู้มากมายว่ารักเขามากแค่ไหน...แล้วทำไมเขาถึงไม่เชื่อมั่นในความรักที่อีกฝ่ายมีต่อเขา...
     
    “นี่...” J ส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายเบา ๆ เมื่อเห็นว่า Hyde ยังร้องไห้ไม่ยอมหยุด...แถมยังดึงทึ้งเสื้อสเวตเตอร์ของเขาอย่างแรงแทนการระบายอารมณ์ของตนเอง
     
    “นี่....เดี๋ยวเสื้อฉันก็ขาดพอดี” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าร่างเล็กยังไม่ยอมสนใจต่อเสียงเรียกของเขา
     
    “ก็ให้มันขาดไปเลย !!! นายคงอยากจะได้ตัวใหม่ใจจะขาดแล้วนี่ !!” Hyde ฉุนเฉียวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล...ก่อนจะปล่อยมือจากเสื้อสเวตเตอร์แล้วผละออกห่างมาจากแผ่นหลังกว้างนั้นทันที...น้ำตายังไหลกลบดวงตาคู่สวยจนแดงช้ำ
     
    “นายจะถักให้ฉันรึไง ?” เสียงถามพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า...อารมณ์ความรู้สึกภายในจิตใจแปรเปลี่ยนจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง...เมื่อความเข้าใจกลับมาหาพวกเขาอีกครั้ง...แต่ท่าทาง Hyde จะอารมณ์เสียไปแล้ว
     
    “ฉันไม่มีปัญญาหรอก !!“ ร่างเล็กตอบกลับเสียงแข็ง...เมื่อตนเองยังไม่หลุดจากอารมณ์ที่ทั้งเศร้า ทั้งเสียใจ ทั้งโกรธ...คำพูดประชดประชันก็เลยหลุดไปอย่างไม่ตั้งใจ
     
    “งั้นเดี๋ยวไปซื้อด้วยกันก็ได้...” J ว่าเสียงอ่อนพลางขยับเข้าไปโอบรอบเอวบางดึงรั้งให้ร่างเล็กเข้ามาในอ้อมกอด...ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้คนที่โกรธยังเป็นเขาอยู่เลย...แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขาต้องมาง้องอนให้ Hyde หายโกรธแทน
     
    “ใครจะไปกับนาย ?!!” ร่างเล็กยังย้อนถามอย่างหงุดหงิด...ก่อนจะเริ่มดิ้นขลุกขลักไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ในอ้อมกอดนั้น
     
    “นายไม่อยากไป ?” J แกล้งถามกลับเสียงสูง...พลางทำท่าจะคลายอ้อมกอดเมื่อเห็นว่า Hyde ขัดขืนไม่อยากโดนกอด
     
    “ไป !!” Hyde แทบจะตะโกนยืนยันคำพูดตนเอง...พร้อมกับโผเข้าไปหาอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนั้นทันที...ยิ่งได้รู้ว่า J กำลังแกล้งยั่วอารมณ์เขา...Hyde จึงแกล้งพาลใส่อีกฝ่ายบ้าง...เสียงสะอึกสะอื้นยังมีแว่วมาให้ได้ยินจากร่างเล็กที่ฟุบหน้าอยู่กับแผ่นอกกว้าง...เมื่ออารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงจนเจ้าตัวเองก็ปรับอารมณ์ไม่ทัน...แต่ความรู้สึกที่เด่นชัดอยู่ตอนนี้ก็คือความรู้สึกโล่งใจ...เมื่อรับรู้ได้ว่าพวกเขากลับมาเข้าใจกันอีกครั้ง
     
    ...ฝ่ามือแกร่งลูบไล้แผ่นหลังบางขึ้นลงเบา ๆ เพื่อปลอบโยน...จนเสียงสะอึกสะอื้นนั้นจางหายไป...ฝ่ามือนั้นจึงไล้เลื่อนขึ้นไปสัมผัสลูบไล้เส้นผมอย่างแผ่วเบา...ขยับกายเอนร่างพิงกับหัวเตียงโดยมีร่างเล็กบางเอนซบอยู่ในอ้อมกอด...
     
    “ขอโทษนะ...คราวนี้ฉันผิดเองที่ไม่เชื่อใจนาย” J เอ่ยคำขอโทษออกมาจากใจ...เมื่อรู้สึกว่าเป็นความผิดของตนที่สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายไป....แต่ Hyde กลับส่ายหน้าไปมาช้า ๆ
     
    “ไม่ใช่ความผิดนายคนเดียว...ฉันก็คงทำอะไรให้นายคิดมากแน่ ๆ” ร่างเล็กตอบกลับอย่างเข้าใจสถานการณ์...เพราะเมื่อก่อนที่เขาเคยเข้าใจผิดเรื่องของ J กับ Inoran ก็เพราะชายหนุ่มมักมีพฤติกรรมที่ชวนให้เข้าใจผิดอยู่เรื่อย
     
    ...แต่เมื่อลองย้อนมาคิด Hyde ก็ยังคิดไม่ออกว่าตนเองทำอะไรลงไปถึงทำให้ J ไม่มั่นใจในตัวเขา... แต่ก็คร้านที่จะคิดหาสาเหตุในเมื่อตอนนี้พวกเขาเข้าใจกันแล้วก็ไม่มีเหตุผลต้องไปขุดคุ้ยหาต้นตอของความไม่เข้าใจ...ให้มันกลับมาทำให้วุ่นวายใจอีก
     
    J อมยิ้มให้กับร่างในอ้อมกอดน้อย ๆ พลางโอบกระชับวงแขนมากขึ้น...เมื่อรู้สึกได้ว่า Hyde เติบโตและแข็งแกร่งในเรื่องความรักมากกว่าเขา...ที่มักใช้อารมณ์มาตัดสินปัญหาหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ไปเอง...
     
    ... ชายหนุ่มเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียงเมื่อเห็นว่าความมืดเข้ามาปกคลุมทุกอย่างภายในห้องจนมืดสนิทไปหมดแล้ว...ครั้นพอแสงไฟสว่างขึ้นส่องให้เห็น...ใบหน้างามที่มีแต่คราบน้ำตา...และดวงตากลมโตที่แดงช้ำ....J จึงอดไม่ได้ที่มอบจุมพิตให้เบา ๆ ที่หางตาอย่างอ่อนโยน
     
    ...ก่อนจะเลื่อนมามอบสัมผัสไปที่ข้างแก้มเนียน จนมาถึงกลีบปากบางนุ่มนิ่มอ่อนหวานแลกเปลี่ยนสัมผัสเร่าร้อนให้กันและกันอย่างดูดดื่ม...เนิ่นนาน...ก่อนจะค่อย ๆ ผละออกห่างช้า ๆ Hyde รีบฟุบหน้าลงกับซอกคอของชายหนุ่มเมื่อรู้สึกได้ว่าใบหน้าตัวเองร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที...
     
    ‘...บ้า !! ทำไมต้องอายด้วยนะ....’
     
    Hyde คิดต่อว่าตัวเองในใจ...ทั้ง ๆ ที่พวกเขาจูบกันมานับครั้งไม่ถ้วน...แต่อยู่ดี ๆ กลับรู้สึกอายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...คงเพราะ J สัมผัสเขาอย่างอ่อนโยน...เป็นความอ่อนโยนที่แผ่ซ่านเข้าไปถึงจิตใจราวกับเป็นคำมั่นสัญญาว่า
     
    ...จะดูแลรักษาหัวใจซึ่งกันและกันตลอดไป...
    TBC